แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมผู้ชาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมผู้ชาย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

20 ไอเดียง่ายๆ ที่ช่วยคุณ ที่ลดความอ้วนอย่างได้ผล


20 ไอเดียง่ายๆ ที่ช่วยคุณ ที่ลดความอ้วนอย่างได้ผล

ลดความอ้วนให้ได้ผล ก็ต้องออกกำลังกายตามโปรแกรม รับประทานอาหารอย่างระวัง แต่สำหรับสาวๆ ที่ไม่ค่อยจะมีเวลามากนัก เพราะชีวิตยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำมากมาย 




เราสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่ท่องจำให้แม่นตลอดเวลาว่าคุณต้องการมีหุ่นที่ดีทุกครั้งไม่ว่าคุณจะทำอะไร 20 อย่างต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณอาจได้ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ทำแล้วให้ผลในเรื่องของการลดน้ำหนักไปในตัว

1. อย่าปล่อยให้ปริมาณอาหารกำหนดการกินของคุณ เพราะปริมาณอาหารไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการ ทุกมื้ออาหารควรทานให้อิ่มพอดีๆ อย่าให้ถึงกับรู้สึกอึดอัด และไม่ต้องเสียดายอาหารที่เหลือในจาน แต่ให้คิดเสียว่าอาหารที่เหลือต่อวัน คือแคลอรีที่คุณสามารถลดได้

2. หาน้ำดื่มทุกครั้งก่อนที่คุณจะหาขนมนมเนยเข้าปาก ถ้าทำได้ วิธีนี้จะช่วยคุณได้มากทีเดียว ทั้งลดความอ้วนและประหยัดค่าขนมไปในตัวด้วย


3. กฎเหล็กของการลดความอ้วนคือ การตัด ABC ออก A หมายถึง Alcohol (แอลกอฮอร์), B หมายถึง Bread (ขนมปัง) และ C carbohydrates (คาร์โบไฮเดรต)


4. ปล่อยให้ตู้เย็นโล่งสะอาดตา โดยหาเพียงสิ่งที่ทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือทานแล้วช่วยให้คุณดูสวยขึ้น เช่น หาผลไม้หรือน้ำผลไม้ประดับตู้เย็นแทนขนมเค๊ก นมพร่องไขมันเนย และน้ำแร่แช่แทนน้ำอัดลม และที่สำคัญ ควรหาภาพนางแบบหุ่นดีๆ ใส่เสื้อผ้าโชว์สัดส่วนโค้งเว้า มาติดตู้เย็นแทนแม่เหล็กที่แถมจากร้านอาหาร


5. ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะอาหารเช้าสามารถช่วยให้คุณทานอาหารมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง


6. เคยมีผลวิจัยบอกว่า การได้ฟังดนตรีเพลงโปรด (ต้องเพลงช้าๆ นะ) นั้นเปรียบเสมือนได้รับประทานอาหารรสเยี่ยม ทีนี้เมื่อคุณเกิดอาการอยากอาหาร ให้ลองเปลี่ยนมาฟังเพลงเพราะแทน


7. เตือนความจำตัวเองด้วยการนำชุดตัวเก่งที่คุณใส่ได้เมื่อครั้งยังผอม แขวนในตู้เสื้อผ้าที่คุณสามารถเห็นได้ชัดทุกวัน เพื่อเตือนความจำให้คุณอยากกลับมาใส่ชุดนี้อีกครั้ง


8 .เมื่ออยู่ห้องแอร์เย็นๆ ให้หาน้ำขิงหรือชาเขียวดื่มแทน กาแฟ กาแฟหนึ่งถ้วย เปรียบเสมือนทานข้าวไปสองจาน น่าตกใจไหมล่ะ


9. นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่และเต็มตา เพราะผู้หญิงเรา หากได้นอนหลับเพียงพอ ร่างกายจะสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้มากขึ้นจากปกติถึง 40% เชียวนะ


10. ก่อนเข้าซุปเปอร์มาเก็ตทุกครั้ง ควรจดรายการที่ต้องการ และซื้อตามรายการที่จด แทนการเลือกซื้อแบบตามใจฉันจะนึกออก ณ ตอนนั้น หากตั้งใจช้อปของไม่มาก แนะนำให้ถือตระกร้าแทนรถเข็น เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณได้ออกแรงแล้ว ยังช่วยไม่ให้คุณเลือกซื้อของเกินรายการที่ต้องการอีกด้วย


11. หลีกเลี่ยงการอยู่หรือทำงานในเวลากลางคืน เนื่องจาก แสงของยามค่ำคืนและการนอนดึกจะยิ่งทำให้คุณอยากทานของจุกจิก หรือหิวระหว่างคืนได้ แต่หากคุณต้องการดูหนังในเวลากลางก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดไฟดวงน้อย เมื่อหนังจบก็สามารถดับไฟนอนได้เลย


12. เปลี่ยนขนมจุกจิกเป็นลูกอม เพราะลูกอมมีแคลอรีเพียง 20 แคลอรี และสามารถช่วยให้คุณหายหิวได้ถึง 20 นาที


13. เติมความสดชื่นด้วยชาเขียว เพราะชาเขียวสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น ควรหาชาเขียวมาดื่มร้อนๆ สักสามถ้วยต่อวัน


14. ทำเรื่องกินให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยไม่ทานอาหารในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือเล่นอินเทอร์เน็ต หากต้องการกิน ก็ควรนั่งกินบนโต๊ะอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว


15. หาเวลาสัก 20 นาทีต่อวัน สำหรับการเดินเล่น ชมสวน หรือนั่งเล่นท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ วิธีนอกจากจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังช่วยเผาผลาญแคลอรีต่อวันได้อีกด้วย


16. ฝึกที่จะใช้บันไดแทนลิฟ หากคุณทำงานหรือเรียนอยู่บนชั้นสูงๆ ให้ขึ้นลิฟไปถึงก่อนชั้นทำงานหรือชั้นเรียนอย่างน้อย 2 ชั้นที่เหลือให้ใช้บันไดแทน


17. ปลดปล่อยอารมณ์ให้สุดเหวี่ยงขณะขับรถ โดยการฟังเพลงแดนซ์เพลงโปรดของคุณ ร้องออกมาดังๆ แล้วขยับร่างกายตามจังหวะเพลง ไม่ต้องไปสนใจใครหรอก โดยเฉพาะหากรถยังแล่นอยู่


18. ยุ่งนัก หาเวลาออกกำลังไม่ได้ ให้หาถุงเท้าสบายๆ แล้วใส่อยู่บ้านแล้วโลดแล่นให้ทั่วพื้นบ้าน จินตนาการว่ากำลังเล่นสเก็ตอยู่ เพียง 10 นาทีก็ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีเชียวนะ


19. หาวีดีโอหรือวีซีดีออกกำลังกายสักหนึ่งชุด แล้วเปลี่ยนห้องของคุณให้กลายเป็นเฮ็ลท์คลับส่วนตัว เปิดแอร์ได้ไม่ว่ากันค่ะ


20. เปลี่ยนนิสัยขี้เกียจ แล้วเริ่มหัดทำงานบ้านเสียบ้าง เพราะทุกสิ่งที่คุณทำล้วนเปรียบเสมือนได้ออกกำลังกายและเผาผลาญแคลอรีในตัว

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สิวผู้ใหญ่ ป้องกันยังไงดีนะ


สิวผู้ใหญ่ ป้องกันยังไงดีนะ

สิว
ใครบอกว่าสิวเป็นเรื่องของวัยรุ่นเท่านั้น เรื่องนี้สาว ๆ วัย 30 อัพจะต้องขอปฏิเสธกันทันควันเลยล่ะค่ะ เพราะถึงแม้ว่าจะอายุเกินวัยที่จะเรียกว่าวัยรุ่นได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าสิวจะไม่จากไปไหน ยังคงผุดขึ้นบนใบหน้าได้ทุกทีสิน่า คราวนี้ก็เลยต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่จะต้องสรรหาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มาใช้ป้องกันสิวกันจ้าละหวั่น แต่อ๊ะ ๆ รู้ไหมคะว่า จริง ๆ แล้วสิวผู้ใหญ่กับสิวเด็กไม่เหมือนกันนะจ๊ะ บางครั้งก็ต้องดูแลกันแบบผู้ใหญ่ ๆ ถึงจะถูกเลยล่ะ วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยเอาเรื่องราวเกี่ยวกับการป้องกันสิวผู้ใหญ่มาเล่า สู่กันฟัง เพื่อให้สาว ๆ วัย 30 ได้ป้องกันสิวอย่างถูกวิธีค่ะ
1. ทำความสะอาดพู่กันแต่งหน้าและฟองน้ำ เพราะคุณใช้อุปกรณ์เหล่านี้กับเครื่องสำอางที่หลากหลาย และส่วนใหญ่สาว ๆ ก็จะใช้ติดต่อกันโดยไม่ทำความสะอาดเป็นเวลานานพอดู ดังนั้นควรทำความสะอาดให้บ่อย ๆ เพราะเครื่องมือแต่งหน้าเหล่านี้ เป็นตัวเก็บและกระจายแบคทีเรียตัวดีเลยล่ะ
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันการเกิดสิวก่อนครีมชะลอริ้วรอยต่าง ๆ อ๊ะ แต่อย่าคิดว่าผลิตภัณฑ์ป้องกันสิวที่ว่านี้จะเป็นตัวเดียวกับที่เราเคยใช้ เมื่อตอนวัยรุ่นนะคะ เพราะสิวสาวกับสิวผู้ใหญ่ไม่เหมือนกัน และผลิตภัณฑ์ป้องกันสิวที่ช่วยแก้ปัญหาสิวสำหรับผู้ใหญ่ได้ดี ก็คือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ คาเฟอีน นิอาซินาไมด์ ยีสต์สกัด ซิงก์ซัลเฟต หรือไบโอตินค่ะ
3. ล้างหน้าสองครั้ง อย่าคิดว่าล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าบวกกับน้ำสะอาดเพียงครั้งเดียวก็ สะอาด เพราะอาจจะมีคราบและสิ่งสกปรกหลงเหลืออยู่ได้ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบแต่งหน้า ให้ใช้โฟมหรือคลีนเซอร์ล้างหน้าตัวปกติล้างในครั้งแรก จากนั้นตามด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิคเอสิด จะช่วยทำให้หน้าสะอาดและป้องกันสิวได้เป็นอย่างดี
4. ขัดผิวสัปดาห์ละครั้ง การขัดผิวจะช่วยทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป แต่สาว ๆ ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่นุ่มนวลกับใบหน้านิดหนึ่งนะคะ เพราะไม่งั้นแล้วอาจจะไปทำลายผิวให้แก่เร็วได้ค่ะ
5. หลีกเลี่ยงขนมขยะ พวกขนมห่อกรุบกรอบที่หลาย ๆ คนชอบนั่นแหละ ตัวการทำให้เกิดสิวเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นสาวแรกรุ่น หรือสาวปลาย ๆ ก็ตาม
6. หลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่มีความมัน เพราะความมันจะกลายเป็นตัวดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก ทำให้คุณเป็นสิวได้ในที่สุดค่ะ
เอ้า คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของสาว ๆ แล้วล่ะค่ะ ที่จะต้องเริ่มปรนนิบัติผิวที่เป็นสิวด้วยวิธีข้างต้นนี้ รับรองว่าผิวสวยไร้สิวไม่ห่างไปไหนแน่นอน

ก่อนจะระเบิดหู การเจาะหู


ก่อนจะระเบิดหู ฟังทางนี้ก่อนดีไหม

ศัลยกรรม - ระเบิดหู
แฟชั่นการเจาะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรือ บอดี้ เพียซซิ่ง (body piercing) ถึงแม้จะไม่ได้รับความนิยมชนิดที่ใคร ๆ ก็ทำตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ ก็เป็นรสนิยมเฉพาะตัวที่ยังมีให้เห็นได้ไม่เคยหายไป รวมถึงการเจาะหู ทั้งแบบที่เจาะหลาย ๆ รูเพื่อใส่ต่างหูสารพัดแบบ จนถึงเจาะแบบขยายรูสำหรับต่างหูที่มีก้านใหญ่ จนกระทั่งเจาะแบบระเบิดหู เพื่อใส่ต่างหูซึ่งมีลักษณะเป็นห่วงหรือวง บ้างใส่ห่วงที่มีขนาดเท่ากับหลอดดูดน้ำ หรือบางคนก็ใหญ่กว่านั้น คนที่ทำแต่พอดีก็ดูเก๋และเท่ไม่หยอก แต่บางรายที่ทำมากจนเกินไปก็ออกจะน่ากลัวไปสักหน่อยสำหรับผู้พบเห็น คราวนี้กระปุกดอทคอมจึงมีเรื่องฉุกคิดนิด ๆ หน่อย ๆ แต่สำคัญไม่น้อย สำหรับผู้ที่คิดจะระเบิดหูเพื่อใส่ต่างหูห่วงใหญ่ ๆ มาฝากกันค่ะ
หลาย ๆ คนที่เจาะหู(แบบปกติ)คงเคยเจอกับปัญหาติ่งหูดูหย่อนไม่สวย โดยเฉพาะเมื่อใส่ต่างหูแบบห้อยระย้า ซึ่งมีน้ำหนักไม่ใช่น้อยสำหรับใบหูเล็ก ๆ ทำให้มันดึงรั้งรูที่เจาะหูจนยานดูน่าเกลียด หลายคนจึงต้องพัก(ติ่ง)หูของตัวเอง ด้วยการเว้นการใส่ต่างหูเสียบ้าง ส่วนการเจาะหูหลาย ๆ รูหรือระเบิดหูเองก็ให้ผลข้างเคียงที่ไม่ผิดกัน แถมเห็นผลได้ชัดเจนกว่ามาก ๆ เสียด้วย ด้วยน้ำหนักและขนาดของต่างหูทำให้ติ่งหูเล็ก ๆ นั้นทั้งเยิน และยาน ผิดรูปไปจากเดิม  บางรายก็ทิ้งรูโบ๋ขนาดย่อมเอาไว้แม้จะถอดต่างหูออกไปแล้วอีกต่างหาก
การ เจาะหูที่ดูเกินพอดีเหล่านี้ อาจเพื่อสนองความชื่นชอบในยามนั้น โดยส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วงวัยรุ่น แต่เมื่อนักเจาะทั้งหลายเริ่มเติบโต ก็มีหลายรายที่ต้องการแก้ไขให้ใบหูของพวกเขากลับไปอยู่ในสภาพเดิม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการย่างเข้าสู่วัยทำงาน ที่ต้องรักษารูปลักษณ์ให้ดูเรียบร้อย หรือเลิกนิยมชื่นชอบการเจาะประเภทนี้แล้ว บางรายเพียงแค่ถอดต่างหูนั้นออกก็เพียงพอ แต่ในรายที่มีการเจาะหูหลาย ๆ รู หรือระเบิดหูขนาดใหญ่ และใส่ต่างหูอันเบิ้มมาเป็นเวลานาน ไม่สามารถทำให้ใบหูคืนสภาพเดิมได้ง่าย ๆ การศัลยกรรมตกแต่งเพื่อแก้ไขให้ติ่งหูกลับมาสู่สภาพเดิมจึงเป็นคำตอบสำหรับ การนี้ ซึ่งก็สามารถทำได้โดยไม่เจ็บปวดมากนัก เช่นเดียวกับการศัลกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วไป แต่รับรองว่าค่าใช้จ่ายไม่เบาเหมือนอย่างตอนที่ไปเจาะระเบิดหูเป็นแน่ ก่อนจะตัดสินใจเราจึงอยากติงให้ไตร่ตรองดูเสียก่อนสักนิดว่า ความพอใจในตอนนี้กับการเจาะหูที่ทำได้ด้วยราคาไม่กี่ร้อย จะคุ้มค่ากับการศัลกรรมเพื่อตกแต่งใบหูในอนาคตที่มีราคาร่วมพัน หรืออาจพุ่งไปแตะหลักหมื่นหรือไม่
อย่างไรก็ตามการเจาะแบบระเบิดหูก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด และนับเป็นรสนิยมส่วนบุคคล แต่ก็ควรทำอย่างพอดี ๆ เพื่อความสวยงามในระยะยาวด้วยนะจ๊ะนักเจาะทั้งหลาย ;)

ความจริงที่คุณไม่รู้เมื่อดูดปากกับผู้ชาย


ปาก ประกบปากคือที่มาของการมีเซ็กซ์ เพราะทุกคู่รักล้วนเริ่มต้นการมีเซ็กซ์ด้วยการแลกลิ้นสัมผัสถึงความเสียวกัน ก่อนที่จะลุกลามเพื่อสนองตอบกับความคันไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่ก่อนที่จะพุ่งเป้าไปที่เป้าของผู้ชาย ลองมาฟังทางนี้ก่อนว่า ความจริง 10 อย่างที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับการจูบมันมีอะไรบ้าง
 1. ในทุกอณูลิ้นจะอุดมไปด้วยเส้นประสาท จุดไฟแห่งความคันและความเสียว ผู้เชี่ยวชาญอ้างว่า ลิ้นของคุณเวลาเกิดการแลกลัวพัวพันกันระหว่างลิ้นนั้นทำให้คุณมีความรู้สึก อยากมากขึ้น เหมือนกับว่า การจูบกระตุ้นให้เกิดการมีเซ็กซ์ได้ 100 เท่ามากกว่าการลูบไล้ด้วยมือซะอีก จึงไม่แปลกที่เวลาก่อน ระหว่าง หรือหลังการมีเซ็กซ์ จูบจึงมีความสำคัญได้ตลอดเพราะ จูบทั้งช่วยกระตุ้นทางเพศและทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ
 2. ผู้ชายกว่า 40% เผยว่า จูบที่ยาวๆ ดูดปากด้วยความแรงและนานจะผลักดันให้ผู้ชายเกิดความต้องการการมีเซ็กซ์ขึ้น มาทันที ส่วนอีก 30% บอกว่าเวลาที่จูบ ถ้าผู้หญิงล้วงไปจับลูบคลำที่ลูกบอลและท่อนเอ็นของเขา การมีเซ็กซ์จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
 3. จูบสั้นๆ ห่างๆ พร้อมกับคำพูดบอกลาว่า “เจอกันใหม่” ที่ผู้ชายส่งไปให้คุณเป็นสัญญาณเตือนว่า ความสัมพันธ์ของคุณและเขากำลังมีปัญหาเป็นไปได้ว่า เขารู้สึกไม่มั่นใจกับความรักที่เขากับคุณมีด้วยกัน หรือเป็นสัญญาณเตือนอีกด้วยว่า เขากำลังมีคนใหม่
 4. เวลาจูบกัน ถ้าคุณต้องการให้ระดับของความใกล้ชิดมันแนบแน่นและเร่าร้อนมากขึ้นควรดึงเอว ของผู้ชายเข้ามาหาตัวคุณมากที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่ปากประกบกัน เอวและอวัยวะเบื้องล่างแปะติดกันแล้ว อณูแห่งความอยากและตัณหาก็จะมีมากขึ้น
 5. วิธีที่ดีที่สุดในการจูบหูของผู้ชายคือการสวาปามไปที่ติ่งหูของเขาเป็นเวลา สักครู่จากนั้นก็ใช้ปลายลิ้นไต่เล่นไปตามสันหู และถ้าจะให้ดีควรกระซิบคำพูดเสียวๆ ซี้ดๆ เข้าไปในหูของเขาสิ
 6. เวลาผู้ชายเกิดอารมณ์ขึ้นมาแบบสูงสุด เขาใช้ปากจูบและกัดตามส่วนสำคัญๆ ของร่างกายคุณ นั่นแสดงให้เห็นว่าเขามีอารมณ์ที่อาวแบบไม่มีลิมิตเกิดขึ้น
 7. ผู้ชายชอบมีเซ็กซ์กับผู้หญิงที่จูบไม่ค่อยเก่ง แต่ในทางกลับกันผู้หญิงมีความต้องการมีเซ็กซ์กับผู้ชายที่ใช้ปากจูบเก่งกว่าเธอ
 8. การจูบด้วยความรักความเสน่หาระหว่างการมีเซ็กซ์นั้น ทำให้เกิดความดันเลือดพุ่งและจังหวะการเต้นของหัวใจแรงและเร็วขึ้น ที่สำคัญมันยังทำให้คุณถึงจุดสุดยอดได้ง่ายกว่าที่คิดอีกนะ
 9. 54% ของผู้หญิงระหว่าง 18-24 ปี บอกว่าเขาจูบกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเป็นประจำ ส่วนผู้หญิงอายุ 25-34 ปี มีแค่ 43%

 10. การจูบในสถานการณ์และอารมณ์ที่ไม่แน่ไม่นอน ตกใจกลัว ช่วยเปลี่ยนความคิดและการตัดสินใจของคนให้เขามารักคุณและเห็นใจคุณได้

1. ความรักในรองเท้าของเธอ
ผู้ชายหลายคนไม่เคยเข้าใจว่าทำไมผู้หญิงถึงชอบซื้อรองเท้านักหนา ซื้อมาจนจะเต็มตู้รองเท้า เพราะผู้ชายก็คงมีรองเท้าหลัก ๆ อยู่แค่ 2 คู่ คือ รองเท้าเนี๊ยบ ๆ ใส่ไปทำงาน และรองเท้าใส่สบาย ๆ ในวันหยุด นั่นก็เพราะผู้หญิงต้องการรองเท้าที่ใส่ได้กับชุดอันหลากหลายของเธอ ทำให้เธอจึงต้องมีรองเท้าหลากหลายสไตล์ หลากหลายสีสัน เพราะคงไม่สามารถใส่รองเท้าสีดำสีเดียวไปได้ทุกงานนั่นเอง
2. เครื่องสำอาง
ขอให้คุณผู้ชายทั้งหลายเข้าใจไว้ซักนิดนะคะว่า พวกเราไม่ได้ต้องการเครื่องสำอางเพื่อทำให้เราดูสวยขึ้น แต่เราใช้มันเพื่อให้เราดูธรรมชาติขึ้นต่างหาก ช่วยตกแต่งส่วนที่เรามีอยู่แล้วให้ดีขึ้น สำหรับพวกเรามันมีความสุขที่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ของเราไปทุกวัน แต่เราก็ไม่ได้เครื่องสำอางเป็นโหล ๆ ให้มาเต็มชั้นวางหรอกนะ เราก็ใช้ในสิ่งที่จำเป็นและใช้อยู่ทุกวัน
3. ทำไมการพูดคุยกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ
สิ่งหนึ่งที่ผู้ชายไม่เคยเข้าใจได้เลยจริง ๆ คือ ทำไมผู้หญิงต้องการได้ยิน ได้ฟังอะไรจากเขา แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ว่าเราคาดหวัง ที่จะได้ยินเสียงจากผู้ชายตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าคุณมีความสุขกับการออกเดต คุณก็ควรบอกพวกเราด้วยนะคะ การที่เราต้องการให้คุณเมสเสจมาหาหรือโทรมา มันไม่ได้แสดงว่าเราขัดสนอะไรหรอกนะคะ แต่มันเป็นเหมือนมารยาทที่พวกเราสมควรจะได้รับอยู่แล้ว
4. การเล้าโลม
นี่เป็นเรื่องที่พวกเรามีความคิดเห็นที่ต่างกันอย่างแรง เพราะในการที่จะมีเซ็กส์แต่ละครั้ง ผู้หญิงก็ต้องการการเล้าโลมการเหมือนเป็นการค่อย ๆ เร่งเครื่องช้า ๆ ให้ไปถึงจุดสุดยอดได้ง่ายขึ้น ผู้หญิงหวังว่าผู้ชายจะสามารถเข้าใจคอนเซ็ปต์ง่าย ๆ นี้ แต่สุดท้ายแล้วผู้ชายก็ไม่ได้เข้าใจเลย และสุดท้ายแล้วก็ไม่ไปถึงจุดยุดยอดเลยนั่นเอง
5. การปิดฝาชักโครก
เมื่อไหร่คะ ที่คุณผู้ชายทั้งหลายจะรับรู้ว่าเมื่อใช้ชักโครกเสร็จแต่ละครั้ง ควรจะปิดฝาชักโครก มันไม่ใช่เพื่อความสวยงามอะไรนักหรอกนะคะ แต่มันเป็นเรื่องที่ดีที่ควรจะทำต่างหาก นอกจากนี้ ถ้าบ้านคุณเลี้ยงเจ้าเหมียวตัวน้อยแสนซุกซน คุณก็ยิ่งต้องปิดฝาชักโครกเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกแมวตกลงไป ในที่ที่มันไม่อยากจะลงไปซักเท่าไหร่
6. ทำไมเราถึงรักสัตว์เลี้ยงดังแก้วตาดวงใจ
เราขอเน้นย้ำตรงนี้นะคะว่า เราไม่ได้มองว่าสัตว์เลี้ยงจะเป็นตัวแทนของลูก ๆ ของเรา เรารักพวกมันเพราะมันเป็นเพื่อนที่ดีของเรา มันให้มิตรภาพที่จริงใจ ซื่อสัตย์กับเรา มันให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเหตุผลอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม ผู้ชายก็เหมือนยังมีคำถามสำหรับเรื่องนี้อยู่ตลอด แล้วพวกเขาก็คิดว่ามันคงเป็นธรรมชาติของผู้หญิงก็เป็นไปได้
7. ชอบกินช็อกโกแลต
สำหรับเรื่องช็อกโกแลต ผู้หญิงชอบกินช็อกโกแลต ใช่! นอกจากนี้ ยังไม่ชอบให้ผู้ชายมาขโมยช็อกโกแลตของตัวเองด้วย หรือแอบซื้อแล้วไม่แบ่งให้เรา มันอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งคุณคงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงชอบช็อกโกแลตขนาดนี้ เอาเป็นว่าปล่อยมันไปเพราะมันเป็นเรื่องที่ยังหาคำตอบไม่ได้ และพวกเราก็จะหยุดสงสัยว่า ทำไมคุณผู้ชายทั้งหลายถึงชอบดื่มเบียร์กันนัก เอาเป็นว่าหายกันนะคะ
อาการ หึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะของของใครใครก็ต้องหวงจริงไหมคะ รักมากก็ยิ่งหึงมากเป็นธรรมดา ผู้ชายก็เหมือนเสือไม่ทิ้งลาย ไว้ใจไม่ค่อยจะได้ ถ้ามีใครมาเข้าใกล้แฟนเราในระยะเกินงาม ใครกันจะทนไหว ทำให้สาว ๆ อย่างเราต้องจัดการให้อยู่หมัด แต่จะให้หึงหวงหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็คงเสียฟอร์ม ลองมาดูวิธีหึงอย่างมีชั้นเชิงกันดีกว่านะ
 หึงแบบไม่ไร้สติ อย่าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเป็นอันขาด ไม่ว่าตอนนั้นคุณจะมีอารมณ์รุนแรงเพียงใด ให้สงบจิตสงบใจไว้ก่อน แล้วเรียกสติกลับคืนมา ลองวิธีการนับ 1-10 ช้า ๆ ถ้ายังไม่หายให้นับ 1 – 100 ไปเลยค่ะ แต่อย่าแสดงอาการออกนอกหน้า เดี๋ยวคู่กรณีของคุณจะได้ใจนะ
 หยุดคิด ทบทวนถึงสถานภาพของคุณและเค้า ว่าตัวคุณเองมีสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของมากแค่ไหน แล้วเรียกร้องให้เหมาะสมแบบไม่น่าเกลียดจนเกินงามนะคะ
 อย่าเพิ่งแสดงออก บางครั้งถ้าคุณอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน เพิ่งจีบกันได้ไม่นาน ขอร้องเลยค่ะว่าอย่าแสดงอารมณ์หึงหวงหรืออาละวาดเป็นอันขาด เดี๋ยวอีกฝ่ายจะพลอยตกใจหนีกระเจิงไปซะก่อนนะ
 ทำให้เขาเอ็นดู อย่าทำให้รู้สึกรำคาญ เพราะคงไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้แฟนอารมณ์ร้ายที่หน้าตาบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา หรอกนะ แทนที่จะร้องโวยวาย เปลี่ยนเป็นการแสดงออกให้เค้ารู้สึกเห็นใจ และเห็นความสำคัญในตัวเราดีกว่านะคะ
 ทดลองใจ ใช้ช่วงเวลานี้เรียกคะแนนความสงสารให้เต็มที่ เพื่อทำให้เค้าใจอ่อน ทั้งน้ำตาและคำพูดออดอ้อน บวกกับอาการงอนแบบน่ารักงุงงิ้ง ใส่มารยาร้อยเล่มเกวียนเข้าไป เพิ่มเสน่ห์ให้คุณเป็นสาวอ่อนโยนน่าหลงใหล เท่านี้ก็อยู่หมัด
 อย่าแสดงอาการหึงท่ามกลางสาธารณชน เพราะมันอาจจะทำให้คุณกลายเป็นตัวตลกที่น่าสมเพชเวทนาในสายตาคนอื่น แถมยังน่าอับอายและกลายเป็นหัวข้อให้คนอื่นซุบซิบได้นะ
 เก็บอารมณ์ ไม่ว่าคุณจะลำบากใจที่ต้องอดทนอดกลั้น แต่ขอให้เก็บอาการหึงไว้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกันหลังไมค์ เพราะพวกผู้ชายไม่ชอบเสียหน้าหรือเสียฟอร์ม อย่าทำให้เค้าหวาดหวั่นกับอาการหึงหวงอย่างรุนแรงของคุณ
 ดูจังหวะ ทำอะไรก็ต้องดูฤกษ์ดูยาม การหึงก็เช่นกันดูช่วงเวลาดี ๆ ที่เค้าไม่หัวเสียหรือวุ่นวายกับปัญหาอื่นอยู่ ตอนนั้นแหละเป็นโอกาสเหมาะ การหึงของคุณถึงจะประสบความสำเร็จแน่นอน
 อย่าหึงพร่ำเพรื่อ อาการหึงอาจนำมา ซึ่งความรำคายและกลายเป็นเลิกราในที่สุดเดี๋ยวน้ำตาจะเช็ดหัวเข่านะคะ
ฝาก ไว้สำหรับสาวจอมขี้หึงทั้งหลาย เอาไว้เป็นไม้ตายออดอ้อนหนุ่ม ๆ เท่านี้อาการหึงแบบพอประมาณก็คงช่วยเพิ่มสีสันให้กับคุณได้ รักหรอกจึงหยอกเล่นนะ


ทำไม  เค้าทำกับเราอย่างนี้  ฉันผิดอะไร
ทำไม  เค้าถึงใจร้าย  ใจดำได้ขนาดนี้  ทำกับเราได้ลงคอ  ก็ฉันดีกับเค้าทุกอย่าง  ทุ่มเทใจให้ทั้งหมด
ทำไม  เค้าไม่คิดถึงสิ่งที่เราเคยมีมาด้วยกัน  ที่ผ่านมา
ทำไม  ก็คุณเคยบอกว่ารักฉันมากมาย  ฉันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณ  แล้วทำไมทำแบบนี้
ทำไม  เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ถึงกับต้องเลิกกันเลยหรือ  ทำไมคุณไม่บอกฉันก่อนฉันจะได้แก้ไขปรับปรุงตัว
ทำไม  เมื่อวันก่อนเรายังพูดถึงอนาคตกันอยู่เลย
ทำไม  คุณลืมคำสัญญาต่าง ๆ ที่เคยพูดเอง  และให้ไว้จนหมด
เสียใจเหลือเกิน  ทุกข์ทรมานสุดจะทนรับไหวแล้ว
และ  ทำไม  ทำไม  ทำไม  ทำไม  ทำไม  ทำไม  ทำไม  ฯลฯ …………..
จนมาถึงวันนี้   กับคำถามที่ว่า  * ทำไม *  ที่เคยมีมามากมาย
คำตอบแค่เพียงคำเดียวสั้น ๆ  คือเค้า   * หมดรัก * แล้ว
* หมดรัก *   ทุกอย่างมันก็คือ * จบ *   จึงไม่จำเป็นต้องถามว่า  * ทำไม * อีกต่อไป
มันจบแล้ว……….อดีตก็คืออดีต  ปัจจุบันตอนนี้คือเค้าหมดรักแล้ว  มันหมดแล้ว  จบแล้วจริง ๆ

ทำไมจึงซึ้งและแน่ใจกับคำ  คำนี้หรือ………..
ก็ เพราะว่าเคยทำเช่นนี้กับใครบางคนเหมือนกัน  เค้าก็คงมีคำถามเช่นนี้กับเรา  ซึ่งเราไม่อยากจะตอบเลยแม้แต่ข้อเดียว  ไม่อยากเจอ  ไม่อยากตอบไม่อยากทำร้ายจิตใจยิ่งถ้าหากเค้าดีกับเราด้วยแล้ว  ไม่ต้องการตอบ  กับคำถามต่าง ๆ  ที่เต็มไปด้วย * ทำไม *  เหล่านั้น
จำไว้อย่างหนึ่งเถอะค่ะว่า   หากเราไม่ได้รักใครคนนั้น  หรือเคยรักแต่ตอนนี้ไม่ได้รักอีกแล้ว
ไม่ว่าเค้าจะทำดีกับเราแค่ไหน  เค้าจะเสียสละและทุ่มเทอะไรให้มากมายขนาดไหน  แม้ว่าเราจะสามารถรับรู้ก็ทำได้แค่   ขอบคุณ
ต่อให้เค้าต้องฆ่าตัวตายเพราะเรา   เราก็แค่รู้สึกผิดและ   เสียใจ  เท่านั้น
แต่อย่างไรก็ไม่สามารถรัก  และกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว  เพราะ * หมดรัก *  เท่านั้นเอง
และ จริง ๆ แล้วก็ไม่อยากจะรับรู้อะไรทั้งนั้น  ว่าเค้าจะได้รับทุกข์ทรมานแค่ไหน  เพราะไม่อยากรู้สึกผิดนั่นเอง   เราก็คงเป็นคนที่ใจร้าย  ใจดำ  มาก ๆ อาจถึงขั้น เลวด้วยซ้ำ  ที่ไม่น่าทำกับเค้าได้ลงคอนั่นเอง
เพราะ ฉะนั้น   อย่าได้คร่ำครวญ  เสียใจ  ยาวนาน…….กับคนที่จากไปอีกเลย  รีบทำใจให้กลับคืนมา  สงสารตัวเองเถิดนะ  รักตัวเองให้มาก ๆ ที่สุด  จิตวิญญาณนี้  ร่างกายนี้เท่านั้นที่เราจะต้องรับรู้และเจ็บปวดกับมันมากที่สุด  หรือจะมีความสุขกับมันโดยตรงจริง ๆ  ฉะนั้นช่วงเวลาทึ่เหลืออยู่ในชีวิต  ทำไมไม่ให้ความสุขกับตัวเอง  ให้มากที่สุดเล่า…………….
ไม่ มีใครเลยที่จะรู้ล่วงหน้าว่าเราจะอยู่บนโลกนี้ได้นานเท่าไร   จะอยู่จนแก่ตายหรือไม่   อย่างไรเสียก็ต้องตายอยู่แล้ว  เมื่อได้เกิดมาจงพยายามเข้มแข็งสู้….ต่อปัญหาและความทุกข์ที่เข้ามา   ทุกข์หรือสุขมันหมุนเวียนอยู่เช่นนี้ตลอดไป ……..ไม่มีอะไรที่แน่นอนเลย
และ เป็นความโชคดีอย่างที่สุดแล้ว  ที่ได้เกิดมาเป็นคน  มันยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้ทั้งปวง  เพราะเรามีจิตและมีสมองที่จะประดิษฐ์มันได้
หากวันนี้มีสุขดี  ก็เสพสุขนั้นให้เต็มที่ ให้อิ่มเอม  เพื่อเป็นแรงใจและภูมิคุ้มกันในวันข้างหน้า  เมื่อความทุกข์มาเยือน….จะได้คิดว่าครั้งหนึ่งฉันก็เคยมีความรัก  และได้รับสุขนั้นมาแล้ว

มีข้อห้ามบางอย่างที่ทำให้ผู้หญิงเราขุ่นเคืองอารมณ์ คิดว่ามันเกินไปจนทำให้เราอารมณ์เสียขึ้นมากลางทางรัก
 ห้ามแสดงออกถึงความหื่นจนเกินงาม
มันจะทำให้ผู้หญิงเราอารมณ์หดและเกิดอาการเกรงปนกลัวขึ้นมา ผู้ชายมีหน้าที่ปั้นอารมณ์และสร้างความสึกร่วมจนเราอยากร่วมในเกมรักของเขา ไม่ใช่แสดงอาการหื่นบ้ากาม ทำการเมคเลิฟเป็นเรื่องหยาบคายระบายความหื่นสุดๆ มันดูซาดิสม์เกินรับอารมณ์ อยากในเรื่องอย่างว่า จะกลายเป็นอารมณ์อย่าดีกว่ามาแทนที่
 ห้ามทำกายเราฟกช้ำ
มัน จะเป็นความสะใจของเขา แต่รู้ไหมว่ามันกลับเป็นความอับอายของเราเสียมากกว่า ที่ใครเห็นใครก็รู้ว่าร่องรอยนี้ท่านได้แต่ ใดมา โดยเฉพาะในส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าอย่างต้นคอและต้นแขน ที่อาจทำให้เราต้องสวมเสื้อคอเต่าแขนยาวไปทั้งอาทิตย์เลยล่ะ
 ห้ามให้ความสนใจสิ่งอื่นใดมากกว่าเรา
เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียวและไม่ได้กำลังช่วยตัวเองสักหน่อย ดังนั้นถือเป็นการผิดมหันต์ ถ้าเขาจะเปิดภาพยนตร์ รักที่ทำให้ เขาไปโฟกัสอารมณ์อยู่กับผู้หญิงคนอื่น แทนที่จะเป็นเราผู้ที่เขากำลังเมคเลิฟด้วย เขาควรสนใจกับเรามากกว่าหญิงคนใดในโลก และบิ๊วท์อารมณ์กับเราเสียมากกว่า
 ห้ามวิตถารนอกเกมรักอันละมุนละไม
ถ้าถามผู้หญิงเราทุกคนว่าอะไรที่เป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวที่สุดในการมีเซ็กซ์แต่ละครั้ง พวกเราก็จะตอบว่าความบ้าดีเดือดของผู้ชาย ที่ชอบทำอะไรแผลงๆ หรือผิดวิถีมนุษย์คนอื่น วิธีที่แปลกออกไปแบบรุนแรง ก้าวร้าว หรือประหลาดนัก
 ห้ามลืมสัมผัสปาก
ผู้ชาย บางคนจ้องแต่จะปั้นอารมณ์ให้แข็งแล้วก็ยัดเยียดความเป็นชายทะลุทะลวงเข้ากาย เรา ทั้งที่การส่งสัมผัสระหว่างปากและ ลิ้นของชายและหญิงเป็นสัมผัสความหวิวที่แสดงออกถึงการส่งพลังความรักได้ สุดยอดมากๆ ปากของคนสองคนประสานรวมกาย เป็นหนึ่งเดียว แต่ตานั้นเคลิ้มเยิ้มไปด้วยอารมณ์ เขาถึงว่าการจูบเป็นสเต็ปรักที่อร่อยที่สุดแล้ว
 ห้ามไม่สุภาพและทำสกปรกกับเรา
จะ อะไรก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เราขอก็คือห้ามแสดงอาการหยาบคายกับเราเด็ดขาด ถึงแม้เซ็กซ์จะเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่มีข้อจำกัด ในเรื่องของการสร้างสรรค์ แต่เราคงรับไม่ได้หรอกถ้ากายเราจะต้องไปเกลือกกลั้วกับสิ่งสกปรกหรือ ถูกกระทำชำเรา
 ห้ามมากกว่าสอง
Threesome และ Group Sex ที่ สร้างความรู้สึกที่แตกต่างมากกว่าเราสามคน เพราะเราคิดว่าเซ็กซ์นั้เป็นเรื่องของอารมณ์และ ความรู้สึกล้วนๆ ที่น่าจะอิงและก่อขึ้นเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน มากกว่า โดยเฉพาะที่เรายอมพลีกายถวายใจก็เพราะ ความรักที่มีให้เขา ที่สำคัญคือร่างกายเราไม่ใช่ของสาธารณะที่ใครจะปู้ยี่ปู้ยำได้

ก่อนวิวาห์ หนึ่งเรื่องสำคัญที่คู่รักไม่ควรละเลย คือ การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ซึ่งโรงพยาบาลหลายแห่งจัดโปรแกรมการตรวจไว้เฉพาะ เพื่อให้ว่าที่สามี-ภรรยา ได้ตรวจให้รู้ปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันการติดโรค หรือความปลอดภัยในการมีทายาทในอนาคต ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว คู่รักจะได้รับการตรวจค้นหาความผิดปกติ 10 ประการ
1. เริ่มจากตรวจร่างกายทั่วไปอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนัก ชีพจร ความดันโลหิต คล้ายๆ กับการตรวจสุขภาพประจำปี
2. ตามด้วยการตรวจหากรุ๊ปเลือด โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยตรวจ การตรวจในข้อนี้จะเป็นประโยชน์เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
3. เรื่องของเลือดยังต้องตรวจหาความผิดปกติของเฮโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ให้รู้ว่าเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ เนื่องจากโรคดังกล่าวถือเป็นความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เม็ดเลือดแดงผิดปกติ จะส่งผลให้ลูกมีการเจริญเติบโตไม่สมวัย ตับม้ามโต ตัวซีด หรือเด็กอาจเสียชีวิตได้
4. การตรวจหาโรคฮีโมฟีเลีย เพื่อค้นหาความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ที่เป็นสาเหตุให้เลือดออกง่าย แต่หยุดยาก
5. ยังมีการตรวจหาโรคพร่องเอนไซม์ G-6-PD โรคที่ติดตัวตลอดชีวิต ถ้าเม็ดเลือดแดงเอนไซม์แตก ก็จะเป็นปัญหากับลูกที่เกิดภาวะซีดเหลือง คล้ายดีซ่าน ทว่าเม็ดเลือดแดงแตกมากก็ทำให้ช็อกได้
6. และที่ได้ยินกันบ่อยๆ คือ ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือด ซึ่งสามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ เป็นโรคที่ยังไม่อาจรักษาได้ด้วย
7. นอกจากนี้คู่รักยังต้องตรวจหาเชื้อและหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี โรคสำคัญที่สามารถติดต่อไปยังคู่สมรส รวมทั้งลูกได้ แถมยังอาจพัฒนาไปเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง มะเร็งตับ ตับแข็ง แต่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยการรับวัคซีน ต้องตรวจก่อนว่ามีภูมิคุ้มกันหรือยัง
8. การตรวจหาภูมิคุ้มกันเชื้อหัดเยอรมัน เกิดจากไวรัส ติดต่อไปยังคู่สมรสและลูกได้ ทั้งนี้หากไม่มีภูมิคุ้มกัน แพทย์จะให้ฉีดวัคซีนและคุมกำเนิดอย่างน้อย 3 เดือน ป้องกันติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ อันเป็นเหตุให้แท้งลูกหรือทารกพิการ

9. ที่ขาดไม่ได้ คือ การตรวจหาวัณโรค
 ที่ติดต่อได้ง่ายจากระบบทางเดินหายใจ หายได้ถ้ารักษาอย่างต่อเนื่อง
10. สุดท้ายสำคัญไม่แพ้ข้อไหนๆ คือ การตรวจหาเชื้อไวรัสเอดส์ซึ่งถ้าพบเชื้อก็จะได้วางแผนป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยและคุมกำเนิดไม่ ให้ติดต่อไปยังลูก
การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน หากละเลยไป ระวังจะทุกข์ใจเพราะติดโรคร้าย แถมลูกก็อาจลำบากต้องรับปัญหาสุขภาพจากพ่อและแม่ไปด้วย
Keep unreadSend to
Share on Google+

8 วิธีคุมอย่างไร ไม่ให้ท้อง


การวางแผนครอบครัว เรื่องใหญ่ที่ต้องนึกถึงคือ การวางแผนมีลูก บางท่านเรื่องเงินไม่มีปัญหา แต่หาคนเลี้ยงที่ไว้ใจไม่ได้ หรือบางคน พร้อมจะเลี้ยงแต่ติดเรื่องค่าใช้จ่าย หรือมีลูกคนแรกแล้ว แต่พักท้อง สัก 2 ปี เลี้ยงลูกคนโตให้เต็มที่ แต่ละท่านก็ต่างเหตุผลกันไป ฉะนั้น การคุมกำเนิดจึงต้องเข้ามาอยู่ในแผนของชีวิตคู่ มาดูกันสิว่า การคุมกำเนิดมีไหนบ้าง
1. คุมกำเนิดแบบถาวร ก็คือ การทำหมัน วิธีนี้คุณต้องแน่ใจแล้วว่าไม่ต้องการมีลูกอีก สามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
2. ถุงยางอนามัย เป็นอุปกรณ์คุมกำเนิดหาซื้อได้ง่าย ใช้ง่าย ราคาไม่แพง สามารถป้องกันโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย ปัจจุบันมีออกมาจำหน่ายมากมายตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นผิว กลิ่น หรือบางชนิดก็มีการเคลือบสารเคมีฆ่าเชื้ออสุจิ ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามความพอใจ แต่มีข้อควรระวังคือ “ผู้หญิงบางคนอาจจะแพ้วัสดุที่ผลิตถุงยางได้” ดังนั้น ควรเลือกถุงยางที่ผลิตจากยางธรรมชาติ จะดีที่สุด

“ทำหมันชาย”
 คือ การเจาะรูเล็กๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร เข้าไปผูกท่อนำตัวอสุจิ ใช้เวลาน้อยกว่าการทำหมันหญิงมาก มีแผลเพียงเล็กน้อย และไม่ต้องนอนค้างโรงพยาบาลแต่อย่างใด และไม่มีผลใดๆ ต่อสมรรถภาพทางเพศ


“ทำหมันหญิง”
 จะคล้ายผู้ชาย คือ การผ่าตัดผูกท่อนำไข่ เป็นการป้องกันไม่ให้ตัวอสุจิเข้าไปผสมกับไข่ที่ปีกมดลูก คุณแม่ท่านใดที่ตัดสินใจทำหมันหลังจากคลอดลูกภายใน 24 ชั่วโมง จะเรียกว่าทำหมันเปียก แต่ถ้ามาทำภายหลัง เรียกว่า ทำหมันแห้ง


3. ยาคุมกำเนิด
 เป็น วิธีการคุมกำเนิดที่นิยมกันมากที่สุด และให้ผลดี ซึ่งผลของยาคือ ทำให้ไข่ไม่ตก แต่ก็เป็นหน้าที่ของคุณผู้หญิงที่ต้องไม่ลืมรับประทานยา เพราะถ้าลืมบ่อยๆ ก็อาจจะผิดพลาดเกิดการตกไข่ขึ้นมาได้ และการรับประทานยาคุมกำเนิดนี้ บางคนอาจจะมีอาการแพ้ หรือมีประจำเดือนผิดปกติ จึงต้องสังเกตตัวเองให้ดี
“สำหรับคุณแม่ที่ยังอยู่ในช่วงให้นมลูก”  ก็ไม่แนะนำให้รับประทานค่ะ ควรใช้วิธีใช้ถุงยางอนามัยไปก่อน และทางที่ดีที่สุดคือ ก่อนเริ่มรับประทานยาคุมกำเนิด อาจจะให้คุณหมอตรวจสุขภาพเสียก่อนว่าควรรับประทานยาคุมกำเนิดชนิดใด หรือใช้ยาคุมได้หรือไม่ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

4. ยาฝังคุมกำเนิด
 เป็นการนำฮอร์โมนมาฝังไว้ใต้ผิวหนังช่วงแขนด้านใน ซึ่งเมื่อฝังยานี้เข้าไปแล้วจะคุมกำเนิดได้ถึง 3-5 ปี ถ้าคู่ไหนคิดว่าอยากมีลูกห่างกันขนาดนี้ วิธีนี้ก็สะดวกดีค่ะ

5. ยาฉีดคุมกำเนิด
 แบบนี้เหมาะกับคุณผู้หญิงที่ชอบลืมกินยา ใช้วิธีฉีดยาคุม ส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์คุมกำเนิดได้ 3 เดือน ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดียวกับชนิดยากิน แต่มีข้อเสียคือ บางคนอาจจะรอบเดือนไม่มา หรือมากะปริบกะปรอย ซึ่งอาจจะสร้างความอึดอัด หรือรำคาญให้กับคุณได้ และบางคนอาจจะมีอาการแพ้ยาฉีดก็เป็นได้


6. ใส่ห่วงอนามัย
 เป็นการใส่เครื่องมือในโพรงมดลูก เหมาะกับผู้หญิงที่เคยมีลูกแล้ว และมีอาการแพ้ยาคุมชนิดรับประทานหรือฉีด ห่วงอนามัยจะมีหลายชนิด ทั้งชนิดที่มีตัวยา และไม่มีตัวยาใดๆ การใส่ห่วงต้องให้คุณหมอเป็นผู้ใส่ให้ อยากมีลูกตอนไหน ก็ให้คุณหมอถอดออกให้ และโดยปกติจะใส่ครั้งละ 3 ปี

7. การนับวัน
 ที่เรามักได้ยินกันว่า ระยะปลอดภัยจากการตั้งครรภ์คือ หน้า 7 หลัง 7 จากวันที่มีประจำเดือน ซึ่งหมายถึง การกะระยะเวลาที่ไข่ไม่ตก การคุมกำเนิดวิธีนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีประจำเดือนคลาดเคลื่อน ฉะนั้นถ้าไม่แน่ใจ และไม่อยากพลาด ไม่ควรใช้วิธีนี้

8.หลั่งข้างนอก
 ต้องอาศัยวิทยายุทธ์ของฝ่ายชาย ว่าสามารถหลั่งข้างนอกโพรงมดลูกได้ทันหรือไม่ ถ้าแน่ใจก็อาจจะได้ผลคุมกำเนิดเพียง 80% เท่านั้น เพราะโดยปกติ ก่อนที่จะถึงจุดสุดยอดโดยมีน้ำอสุจิหลั่งออกมา ก็อาจจะมีน้ำเชื้อที่ซึมๆ ออกมาก่อนหน้าก็เป็นได้ จึงเป็นอีกวิธีที่ไม่อยากแนะนำ ถ้ายังไม่พร้อมมีบุตรค่ะ


ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการคุมกำเนิดแบบใด ก็ต้องดูที่สุขภาพ ความเหมาะสม และความพอใจของคู่คุณเป็นหลัก และถ้าตัดสินใจได้แน่นอนแล้วว่า ไม่ขอมีลูกอีกแล้ว ก็แนะนำให้ทำหมันแบบถาวรเพื่อความสบายใจ สบายตัว แต่จะเป็นฝ่ายไหนที่ไปทำ ก็ต้องแล้วแต่ตกลงกันล่ะค่ะ

จุดสุดยอด

SEX,XXX,เซ็ก,เซ็กส์,เซ็กซ์,ประสบการณ์,ความรัก,ร่วมเพศ,เทคนิคบนเตียง,เรื่องบนเตียง,ร่วมรัก,เพศ,รัก,XX
ถึง จะไม่มีออกัสซั่มที่ไม่ดี (เพราะถ้ามีมันก็ถือว่าดีทั้งนั้น!) แต่ก็มีการถึงจุดสุดยอดบางครั้งที่ดีกว่า แล้วทำยังไงคุณถึงจะได้มีออกัสซั่มที่ดีที่สุดสักครั้งนึงล่ะ?
มี ระดับของความสุขและพึงพอใจทางเพศที่แตกต่างกันไปถึง 4 ระดับสำหรับผู้หญิง ใช่แล้ว 4 ระดับเลยล่ะ นี่เป็นผลจากการวิจัยชิ้นใหม่ในสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ มันมีตั้งแต่ดีที่สุด ประเภทที่สร้างความเขม็งเกร็งทางร่างกายและจิตใจที่นำมาซึ่งภาวะแห่งความ ผ่อนคลายแบบสุดหลังจากนั้น ไปจนถึงประเภทที่งั้นๆ ซึ่งให้ความรู้สึกวาบหวิว แต่ไม่ให้ความผ่อนคลายมากมายอะไรนักหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่พบกับความสุขสุดๆ แบบนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญจะมาแนะนำว่า คุณสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อที่จะได้รับความสุขและความพึงพอใจในระดับสูงสุด
ใช้มือช่วย
การ ศึกษาวิจัยพบว่า การช่วยตัวเองสามารถช่วยพาคุณไปยังระดับความสุขสุดยอดได้เกินครึ่ง เพราะฉะนั้นเอามันมาใช้ประโยชน์ในระหว่างการมีเซ็กซ์กับคู่ของคุณ “สำ หรับผู้หญืงส่วนใหญ่ คลิตอริสที่เต็มไปด้วยปลายประสาท คือหัวใจสำคัญของการออกัสซั่ม แต่เนื่องจากท่าทางในการร่วมเพศจำนวนมาก ไม่ได้กระตุ้นมันโดยตรง คุณจึงต้องจัดการกับมันด้วยตัวเอง” เอมี่ เลวีน นักการศึกษาเรื่องเพศในนิวยอร์กซิตี้ให้ข้อมูลเช่นนั้น “ผู้หญิง บางคนคิดว่าชายหนุ่มของเธออาจไม่พอใจ ถ้าพวกเธอจะสัมผัสตัวเอง แต่ความจริงแล้วเขาดูจะเกิดอารมณ์มากกว่า เมื่อได้เห็นคุณยื่นมือเข้ามาจัดการในเรื่องนี้ซะเอง”
ฝึกฝนเพื่อความเพอร์เฟ็กต์
ผู้หญิง มีแนวโน้มอย่างมากที่จะออกัสซั่ม ถ้าพวกเธอทำกิจกรรมหลายอย่างในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ (เช่น ออรัลเซ็กซ์ และการรุกล้ำทางช่องคลอด) นี่เป็นผลจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยอินเดียน่า ในสหรัฐฯ โดย เด็บบี้ เฮอร์เบนิก ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยบอกว่า คู่รักที่ทดลองทำอะไรหลายๆ อย่างจะพบว่าเซ็กซ์ซาบซ่านขึ้น และใช้เวลากับเซ็กซ์มากขึ้น หรือไม่พวกเขาก็จะทดลองสิ่งต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนผู้หญิงสามารถที่จะไคลแม็กซ์ได้ และการทำมากๆ นี่แหละที่จะให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบได้
ทุกอย่างนอกห้องนอนก็ต้องดีด้วย
มัน เป็นเรื่องปกติมากที่ผู้หญิงซึ่งมีความสุขและพึงพอใจในชีวิตนอกห้องนอน และมีความใกล้ชิดทางอารมณ์กับคู่ของตัวเองเป็นอย่างมาก จะได้พบกับสุขสุดยอดที่ดีกว่าและบ่อยกว่า ใช่แล้ว ความรักไม่ใช่เรื่องน้ำเน่านะ มันช่วยได้จริงๆ
SEX,XXX,เซ็ก,เซ็กส์,เซ็กซ์,ประสบการณ์,ความรัก,ร่วมเพศ,เทคนิคบนเตียง,เรื่องบนเตียง,ร่วมรัก,เพศ,รัก,XX
3 Surefire Ways to Please a Man in Bed
เทคนิคพื้นฐานสามเรื่องที่เชื่อขนมกินได้ว่า จะทำให้ชายหนุ่มของคุณมีความสุขอย่างล้นเหลือในห้องนอน
Dirty Talk
ผู้ชาย จำนวนมากรายงานว่า พวกเขาอยากให้คู่ของเขาเรียนรู้ที่จะพูดจาแบบติดเรทบ้าง มันอาจรู้สึกกระดากกระเดื่องที่จะใช้ภาษาซึ่งอาจถูกมองว่าไม่สุภาพ แต่การใช้ศัพท์สแลงทางเพศอาจเป็นตัวปลุกเร้าอารมณ์ในการเมคเลิฟของคุณได้
เทคนิค : ลอง ใช้เทคนิคที่ใช้กันในกลุ่มการศึกษาทางเพศนั่นก็คือ เขียนคำศัพท์เทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องทางเพศลงบนกระดาษ เช่น หน้าอก อวัยวะเพศชาย ช่องคลอด หรือการมีเพศสัมพันธ์ แล้วให้เขียนศัพท์แสลงของคำเหล่านั้นที่คิดออกลงไปในเวลาห้านาที โดยไม่มีการเซ็นเซอร์ แล้วก็ให้อ่านคำนั้นออกมาดังๆ หลังจากเขียนจบ ถ้ามีคำไหนที่อ่านแล้วกระอักกระอ่วนก็ให้อ่านซ้ำอีก จนรู้สึกชินกับคำนั้น คุณสามารถลองใช้แบบฝึกหัดนี้คนเดียว หรือกับหวานใจของคุณก็ได้ เพื่อที่จะได้รู้สึกคุ้นชินและผ่อนคลายกับการใช้ศัพท์พวกนี้ อีกวิธีหนึ่งที่วิเศษอย่างมากในการทำความคุ้นเคยกับคำพวกนี้ก็คือ การดูหนังโป๊ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีการใช้ศัพท์แสลงพวกนี้อยู่แล้ว สร้างความเคยชินกับคำพวกนี้เพื่อที่จะนำเอามาใช้กับชายหนุ่มของคุณในห้องนอน แล้วคุณจะพบว่าการตอบสนองทางเพศของคุณทั้งสองคนดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
Top Tip ลองพูดคำเหล่านี้ดังๆ กับตัวเองที่หน้ากระจก ก่อนที่จะไปพูดกับคู่รักของคุณ
A Hands-On Approach
ถ้า มีอะไรบางอย่างที่คุณอาจไม่เคยเรียนรู้ในชั้นเรียนสุขศึกษาที่โรงเรียน มันก็คือการสัมผัสพื้นที่ส่วนตัวของชายหนุ่ม คุณอาจเรียนรู้เกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของมันในแง่สรีระ แต่คุณไม่มีทางเรียนรู้แน่นอนว่า จะเอาใจชายหนุ่มของคุณได้ยังไงด้วยมือของคุณ เทคนิคการใช้มือนี้อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดของคุณ เวลาที่คุณเหนื่อยหรือไม่มีอารมณ์ หรือถ้าคุณกับเขายังใหม่กันอยู่ และยังไม่อยากไปไกลกับคนๆ นี้ แม้แต่คนทีอ่ยู่กันมานานๆ การใช้มื่อก็สามารถนำความรื่นรมย์มาสู่ชีวิตรักของคุณได้โดยใช้ความพยายาม เพียงเล็กน้อย
เทคนิค : ผู้ชาย จำนวนมากมีความสุขกับการสัมผัสอย่างเร้าอารมณ์ที่อวัยวะเพศและลูกอัณฑะของ เขา ผู้ชายอาจมีความสุขกับการลูบไล้ ถูไถ หรือเคล้นคลึงอย่างอ่อนโยนหรือแรงๆ ที่ลำกล้องของเขา ส่วนหัวของอวัยวะเพศ หรือพื้นที่ราบเรียบส่วนต่อกับอัณฑะและก้น ถามเขาว่าอะไรที่เขาชอบ ถ้าคุณรู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่จะพูดเรื่องนี้อย่างเปิดเผยกับเขา ก็ลองดูสัญญาณทางร่างกายของเขา คุณอาจสังเกตเห็นว่าเขาแข็งแกร่งขึ้น ชูชันขึ้น และอัณฑะก็ตึงตัวขึ้น นั่นเป็นสัญญาณของความตื่นตัว แสดงว่าการนวดเฟ้นของคุณได้ผล ลองใช่สัมผัสที่แตกต่างกันไป แข็ง อ่อน เบา หนัก วนเป็นวงกลม ขึ้น ลง ใช้ปลายนิ้วเขี่ยเบาๆ หรือใช้สารหลอ่ลื่น อะไรก็ตามที่นึกออก เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการออกัสซั่ม แต่เพื่อให้ความสุขทางสัมผัสและอารมณ์ ถามว่าเขาอยากให้คุณทำต่อไปจนเขาออกัสซั่ม หรือแค่หยอกล้อเขาเพื่อให้มีความสุขมากขึ้นในภายหลัง
Top Tip เคล้า คลึงทุกส่วนของอวัยวะเพศของเขา อัณฑะ ลำกล้อง ทารหนัก และอื่นๆ จะให้ความสุขกับเขาได้มากกว่า และให้ความพึงพอใจแก่คุณได้มากกว่าด้วย
A Little Oral Action
ถ้า มีอะไรบางอย่างที่ผู้ชายโหยหาจากผู้หญิง มันก็คือการกระตุ้นด้วยปากนี่แหละ บางทีอาจเพราะมันมีกลิ่นอายของการเป็นข้อต้องห้ามบางอย่าง ที่ทำให้มันยิ่งน่าตื่นเต้น แต่ความจริงก็คือ นี่เป็นวิธีการที่ยอมรับได้ในการให้และรับความสุข ถ้าเป็นความยินยอมพร้อมใจกันของผู้ใหญ่สองคนที่มีเซ็กซ์อย่างปลอดภัยมาโดย ตลอด เพราะการศึกษาวิจัยชี้ว่าโรคติดต่อทางเพศสามารถส่งผ่านทางออรัลเซ็กซ์ได้ แม้กระทั่งโรคเอดส์ การใช้คอนด้อมในการทำออรัลเซ็กซ์ ลองเลือกแบบที่มีรสชาติต่างๆ เพื่อเพิ่มความรื่นรมย์ การใช้การป้องกัน แม้แต่กับกิจกรรมที่ดูเหมือนไม่มีอันตรายใดๆ เป็นเรื่องชาญฉลาดกว่า
เทคนิค : เช่น เดียวกับการใช้มือ ปากของคุณสามารถสัมผัสทุกส่วนที่ไวต่อความรู้สึกของเขาได้ ผู้ชายบางคนชอบมากเวลาที่คุณเลียเบาๆ หรือกระดกลิ้นบนบริเวณที่ไวต่อความรู้สึก อย่างเช่นส่วนหัวของอวัยวะเพศ บางคนชอบการดูดแรงๆ หรือเบาๆ ไปทั่วๆ ในขณะที่ใช้มือรูดขึ้นลงที่ลำกล้องของเขา แม้แต่การกัดเบาๆ ที่ส่วนต่างๆ ก็อาจทำให้เขามีความสุขได้ สร้างความหลากหลายให้เขาด้วยการเปลี่ยนการเคลื่อนไหว หรือเทคนิคบ่อยๆ แต่ถ้าลีลาใดลีลาหนึ่งทำให้เขาตื่นเต้นมากกว่าอย่างอื่น ก็เน้นมันเอาไว้หน่อย ให้แน่ใจว่าถามเขาว่าเขาอยากให้คุณปล่อยอวัยวะเพศของเขเมือ่เขาออกัสซั่ม หรือเปล่า และควรตัดสินใจล่วงหน้าว่าคุณจะกลืนน้ำกามของเขาลงไปหรือเปล่า ผู้หญิงจำนวนมากจะไม่อยากจบกิจกรรมแบบนี้ แต่บางคนก็บอกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่แนบชิดกันมากที่สุดในการให้ความสุขทา เงพศแก่กัน คุณต้องตัดสินใจก่อนว่าอะไรทีเหมาะสมสำหรับคุณ จำไว้ว่าถ้าคุณใช้เทคนิคออรัลเซ็กซ์กับคู่รักของคุณ และกลืนสิ่งที่เขาหลั่งออกมา คุณก็เสี่ยงมากขึ้นจากโรคติดต่อทางเพศ
Top Tip ทดลองเคลื่อนไหวศีรษะหลายๆ แบบ หลายๆทิศทาง หรือวางลิ้นของคุณในมุมที่แตกต่างกันไป

1. พูดปดถึงเรื่องสาวๆที่เค้าเกี่ยวข้อง โธ่ เรื่องเนี้ยะหนุ่มๆจะพลาดได้ไง
หาก พวกคุณเพิ่งเริ่มชอบพอกัน และฝ่ายหญิงอยากได้คำตอบเกี่ยวกับสาวๆที่เค้ามีใจอยู่ตอนนี้ ราวๆว่า สเปกหรือสไตล์ของผู้หญิงในดวงใจของเขาเป็นอย่างไร? แถมอยากรู้ด้วยว่า ทำไมเค้าถึงได้เลิกกับแฟนเก่าซะล่ะ อะไรเงียะ เผื่อ ว่าที่แฟนใหม่ ของเค้าจะได้ไม่เดินซ้ำรอยเดิมไง แต่ แต้ แต่ ถ้าให้ เค้าตอบจากใจล่ะก็ เค้าคงอยากบอกว่า “แฟนเก่าของผมเรอะ รับรองน่ารักกว่าคุณแน่”
ขืน ตอบงี้ก็จริงใจเกินไปดิ่ เหตุนี้เค้าถึงต้องตอแหลไปก่อนไงว่า “สเปกของผู้หญิงในดวงใจผมน่ะ ก็คือคุณไงล่ะ” แม้สิ่งที่สาวได้ยินจะไม่ค่อยน่าเชื่อสักเท่าไหร่ ก็เหอะว้า แถมตอบหยั่งงี้รู้เลยว่าเค้าพยายามจะปากหมาน เอ้ย…ปากหวานน่ะสิ แต่ประโยคลักษณะ “ไม้เลื้อย” พวกเนียะ ทำให้หนุ่มๆเอาตัวรอด และทำให้ สาวๆเป็นปลื้มมานักต่อนักแล้ว หากหนุ่มรายใดเข้าใจพูดป้อยอหญิงถือว่ามีพรสวรรค์ แต่เห็นที ชายคนนี้จะเป็น “พรจากนรก” ที่อเวจีส่งมาให้สาวเจ้าซะมากกว่ามั้ง
2. ขี้จุ๊เพื่อสร้างภาพให้ตัวเอง นี่ก็ถนัดอีกและ โอ้ มารยาร้อยเล่มเกวียนของสาวๆ คงจะมีไม่เท่ามารยาร้อยแปด ดัดจริตของหนุ่มๆซะแล้วแฮะ
หนุ่มประเภทนี้ไม่ค่อย สร้างประโยชน์ให้ใครได้ หรอก นอกจากโกยประโยชน์เข้า พกเข้าห่อให้ตัวเอง แถมยังชอบฝอยให้หญิงฟังว่าตัวเองดีหยั่งโง้น ดีหยั่งงี้ทุ้กวั้นทุกวันซะด้วย เช่น “ผมเคยช่วยพาเพื่อนที่เล่นฟุตบอลด้วยกันไปส่งโรงพยาบาลและยังต้องจ่ายค่า รักษาให้มันด้วยนะ เพราะตอนนั้นเล่นเตะบอลกันอยู่ดีๆ มันก็ดันหกล้มขาเดี้ยงไปซะได้” โอ้โฮเฮะ ช่างเป็นคนดีผิดมนุษย์มนา เอ้ย…ดีจนเหลือเชื่อ นะยะ นี่ยังไม่นับหนุ่มที่เป็นเด็กเลี้ยงแกะ ขยันโม้ซะเป็นตุเป็นตะได้หน้าตาเฉยเพื่อให้สาวๆหลงคารมก็มีเป็นกะตั้ก หยั่งงี้ยิ่งกว่าเป็นเซลส์แมนขายตัวเองให้สาวๆรุมทึ้งซะอีก แล้วผู้หญิงที่อะโนเนะก็บ้าเชื่อเค้าเข้าไปได้ซะด้วยสิ นี่ถ้ารู้ความจริงว่าถูกเค้าแหล คงจับไข้หัวโกร๋นแหงเลย
3. พูดปดโดยอ้างกับแฟนว่า มีงานยุ้งยุ่งน่ะซี
แต่ ที่แท้ นัดแนะกับเพื่อนๆ ว่าจะไปกินดื่มดวดกันในผับก็ได้ หรือไปบาร์เปลื้องผ้าซะเลยด้วยซ้ำ ซึ่งการอ้างเรื่องงานว่าไม่มีเวลาไปมาหาสู่แฟนสาวในบางเวลาน่ะ ใช้ได้ผลกับผู้หญิงทุกทีแหละ ถึงไงหล่อนก็เกรงใจฝ่ายชายในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะหญิงอยากให้แฟนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก็เงียะ แม้ไอ้เรื่องที่อ้างทำงานดึกดื่นน่ะ เธอจะไม่ เคยเห็นเค้าได้โอทีเลยสักแดง แถมยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นซะอีก เอ๊ะเป็นงี้ชวนสงสัยดิ่ หาเรื่องเลยดีมะ…แต่รอว่าจะมีทีเด็ดอะไรต่อดีฝ่า
4. พูดปดว่ามีงานทำหรูเลิศ แต่ที่แท้ตกงานก็มี
บาง ทีไม่ได้บอกว่าเป็นงานหรูเลิศสะแมนแตนหรอก บอกแค่มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ยังดีกว่าบอกตรงๆกับสาวที่เค้าจีบใช่มะว่ากำลังวิจัยฝุ่นและตกงานอยู่ เพราะเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบทุกวันนี้ ใครอยากมีแฟนตกงานฟะ ขืนเป็นแฟนกันไปก็เป็นห่วงคล้องคอ หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้น ฝ่ายชายอาจปล่อยให้ฝ่ายหญิงหาเลี้ยงไปซะเลยไม่ยิ่งแย่กว่าเรอะ ยุคนี้ควรช่วยกัน ทำมาหากินสิยะ สาวๆจึงมักหาแฟนซึ่งเป็นที่พึ่งของหล่อนได้มากกว่า ไม่ใช่มองหาปิศาจมาสูบเลือดสูบเนื้อ น่ะเว้ย
5. พูดปดตอนเวลาไม่รับสายที่สาวเจ้าโทร.มา
เช่น ตอนนั้นอาจยังป้อสาวอีกคนนึงอยู่ แต่ดันมีโทรศัพท์ของเจ้าหล่อนตัวจริงเข้ามาแทรกนี่สิ แล้ว “หนุ่มหลายใจ” ที่ไหนอยากรับสายวะ เพราะเดี๋ยวทั้งตัวจริงและตัวปลอมก็รู้หมดน่ะสิว่า เค้ามีแฟนแล้ว หรือเค้ายังจีบสาวอื่นด้วย แต่สังเกตนะตอนเค้าโกหกเนี่ย ถ้าแสดงละครไม่เก่งจริง มีสิทธิ์ทำให้เค้าเองนั่นแหละจะงงๆกับคำถามและคำตอบจนพูดจาสับสน หรือพูดไม่รู้เรื่อง เอาก็ได้ เออแน่ะ ถ้าไม่อยากปากสั่น, เหงื่อแตกแถมคิดมาก ก็อย่าโกหกกันดี้ ผู้หญิงน่ะไม่อยากสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวหนุ่มๆ ด้วยเรื่องที่เค้าปั้นน้ำเป็นตัวหรอกนะ

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555



ใน ภาษาการแพทย์ใช้คำเรียกภาวะนี้ว่า gender identity disorder (GID)ขณะที่สมัยก่อนจะใช้คำว่า transsexualism แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้เท่าไรแล้ว ในบทความนี้จึงขอใช้คำว่า GID เป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงคำประเภท ตุ๊ด กะเทย แต๋ว หรือหญิงข้ามเพศ ซึ่งบางคำอาจฟังไม่ไพเราะ และเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน พัฒนาการด้านเพศของเด็ก โดยปกติจะพบว่า
อายุ 2-3 ปี เด็กจะเริ่มรู้จักเพศตนเอง บอกเพศตนเอง และผู้อื่นได้
อายุ 3-5 ปี เริ่มเลียนแบบบทบาททางเพศของพ่อหรือแม่ที่เป็นเพศเดียวกัน
อายุ 6-12 ปี เริ่มเลียนแบบคนรอบๆ ตัว ต่อมาเริ่มมีกลุ่มเพื่อนเพศเดียวกัน ส่งเสริมพฤติกรรมกันและกัน
อายุ 13-18 ปี เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร้างกาย เกิดความรู้สึกทางเพศ รู้ว่าตนเองชอบเพศใด และโดยปกติแล้ว
ความพอใจทางเพศนี้เมื่อเกิดแล้วจะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้ารักเพศเดียวกันก็เรียกว่ารักร่วมเพศ
GID คืออะไร

GID คือ ภาวะที่มีความไม่พอใจในเพศตัวเอง คิดว่าตัวเองน่าจะเป็นเพศตรงข้าม รังเกียจอวัยวะเพศของตนเอง ทำให้มีความต้องการจะเป็นเพศตรงข้ามเมื่อโตขึ้น ซึ่งก็คือ ผู้ชายอยากจะเป็นผู้หญิง และผู้หญิงอยากจะเป็นผู้ชายนั่นเองพบได้บ่อยแค่ไหน?
GID จะพบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิงประมาณ 3-5 เท่า โดยเพศชายพบได้ 1 ใน 30,000 คน ส่วนเพศหญิงพบได้ 1 ใน 100,000 คนสาเหตุการเกิด GID
ปัจจัย ทางด้านพันธุกรรม ยังไม่มีการศึกษาที่มากพอเกี่ยวกับเรื่องผลของพันธุกรรม กับ GID มีเพียงบางการศึกษาที่พบว่าพันธุกรรมอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิด GID
ปัจจัย ทางด้านกายภาพ เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนแอนโดรเจน ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ นั้นคือโดยปกติแล้ว ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในช่วงที่เป็นตัวอ่อนเนื้อเยื่อจะถูกกำหนดมาให้เป็นเพศหญิงไว้ก่อน แต่หากมีฮอร์โมนแอนโดรเจน (ซึ่งมีการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนนั้นถูกกำหนดโดยโครโมโซมY) เกิดขึ้น ฮอร์โมนแอนโดรเจนจะทำให้เกิดการพัฒนาและการเจริญของอัณฑะ ทำให้บริเวณอวัยวะเพศเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอวัยวะเพศชาย แต่หากไม่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนจะทำให้เกิดอวัยวะเพศหญิง พูดง่ายๆ ก็คือฮอร์โมนแอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนความเป็นชายนั่นเอง
นอก จากนี้ฮอร์โมนแอนโดรเจนยังเกี่ยวกับความชอบทางเพศด้วย โดยการมีฮอร์โมนแอนโดรเจนมากทำให้เกิดความชอบต่อเพศหญิง ส่วนการมีฮอร์โมนแอนโดรเจนน้อยทำให้มีความชอบในเพศชาย จากการศึกษาพบว่าการที่มารดามีฮอร์โมนแอนโดรเจนต่ำในช่วงตั้งครรภ์ทำให้เด็ก ผู้ชายเติบโตมีลักษณะและพฤติกรรมที่ค่อนไปทางเพศหญิง ในขณะเดียวกันเด็กผู้หญิงที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงก็จะมีลักษณะและท่าทางออก ไปทางผู้ชาย
ปัจจุบันทางด้านการ เลี้ยงดู พบว่าในเรื่องความสัมพันธ์ของเด็กกับพ่อแม่ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยหากพ่อหรือแม่มีปัญหา มีการใช้ความรุนแรง หรือไม่ใกล้ชิด จะทำให้ลูกเกิดปัญหาทางเพศได้ เช่น เด็กผู้ชายที่พ่อไม่อยู่หรือพ่อเป็นตัวอย่างไม่ดี เช่น ก้าวร้าว เมาเหล้า ตบตี ก็ทำให้เด็กไม่มีแบบอย่างที่ดีในการเลียนแบบ หรืออาจนำไปสู่การโกรธ เกลียด ไม่พอใจในเพศชาย รวมถึงทำให้เด็กสนิทกับแม่ ซึ่งเป็นเพศหญิงมากเกินไป จนเกิดการเลียนแบบแม่แทนGID กับ homosexual ต่างกันอย่างไร
สอง ภาวะนี้มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดใน homosexual นั้น ถึงแม้จะชอบเพศเดียวกัน แต่คนๆ นั้นจะยังมีบทบาทหรือการใช้ชีวิตในแบบเพศของตัวเอง ตัวอย่างเช่น เกย์ แม้จะชอบผู้ชาย แต่ก็จะยังแต่งตัวแบบผู้ชายใช้ชีวิตหรือทำงานแบบผู้ชายได้ และไม่ได้ต้องการเปลี่ยนเพศ เพียงแต่ชอบผู้ชายเท่านั้น ซึ่งจะไม่เหมือนกับ GID ในเพศชาย ที่จะต้องการมีบทบาท หรือใช้ชีวิตแบบเพศหญิง แต่งตัวเป็นผู้หญิง ไว้ผมแต่งหน้า ทำงานแบบที่ผู้หญิงชอบทำ และต้องการที่จะแปลงเพศ
อีกปัจจัย หนึ่งจากการเลี้ยงดูก็คือ การส่งเสริมหรือยอมรับในพฤติกรรมทางเพศของพ่อแม่ เช่น การที่พ่อแม่ไม่ทำให้เด็กพอใจหรือยอมรับในเพศตัวเอง แต่กลับมีท่าทีหรือทัศนคติบางอย่างที่ทำให้เด็กคิดว่า การทำตัวเป็นเพศตรงข้ามจะทำให้ตัวเองมีคุณค่ามากกว่า รวมไปถึงการที่เด็กแสดงออกผิดเพศแล้วพ่อแม่ไม่แก้ไข เช่น พ่อที่อยากได้ลูกชายมาก เมื่อได้ลูกสาวก็อาจจะชอบที่ลูกเล่นอะไรแบบเด็กผู้ชาย และไม่พยายามห้าม เป็นต้นลักษณะอาการเป็นอย่างไร
แม้ ว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่อาจจะสังเกตเห็นความผิดปกติของเด็กที่เป็น GID ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 3-4 ขวบ แต่มักจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อเข้าวัยเรียนไปแล้วโดยอาการหลักๆ จะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ
-มีความไม่พอใจในเพศตัวเองอย่างมาก
-เอาแบบเพศตรงข้ามอย่างชัดเจนและเป็นตลอดเวลา
-มีความต้องการจะเป็นเพศอื่น

โดย ในเด็กผู้หญิง อาจจะเห็นว่า เด็กชอบที่จะเล่นอะไรแบบผู้ชายมากกว่า เช่น เล่นบอล เล่นต่อสู้ เล่นแรงๆ แทนที่จะเล่นตุ๊กตา เล่นเป็นครอบครัว หรือเล่นทำอาหาร
ในเด็กผู้ชายจะพบ ว่า เด็กจะสนใจกิจกรรมแบบผู้หญิงมากกว่า เช่น มีตุ๊กตาเป็นของเล่นชิ้นโปรด มากกว่าสัตว์ประหลาด หรือหุ่นยนต์ต่างๆ เด็กชอบเล่นเป็นครอบครัว (โดยที่มักจะชอบเล่นเป็นแม่) ชอบเล่นกับเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย หรือบางครั้งอาจจะแต่งตัวหรือใช้เครื่องประดับของผู้หญิง (มักหยิบเอาของแม่หรือพี่สาวมาใส่)
เด็ก กลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นมักจะบอกว่าตัวเองอยากเป็นเพศตรงข้าม เด็กผู้ชายบางคนอาจจะบอกว่า เมื่อโตขึ้นอัณฑะของเขาจะหายไป หรืออาจจะบอกว่า เขาจะมีความสุขกว่านี้หากไม่มีอัณฑะ ส่วนใหญ่เด็กผู้หญิงอาจจะบอกว่าไม่อยากจะมีเต้านม
เมื่อ เข้าสู่วัยรุ่น คนกลุ่มนี้ต้องการมีชีวิตและถูกปฏิบัติแบบเพศตรงข้าม ต้องการลักษณะทางเพศของเพศตรงข้าม ชอบและอยากที่จะแต่งตัวเป็นเพศตรงข้าม ทำกิจกรรมแบบเพศตรงข้าม รวมถึงมีความคิดว่าตัวเองเกิดมาผิดเพศ (เช่น ผู้ชายเป็น GID มักจะบอกว่า รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่เกิดมาในร่างผู้ชาย) มักเริ่มอยากที่จะใช้ยาฮอร์โมน หรือผ่าตัด เพื่อเปลี่ยนรูปลักษณะภายนอกให้เป็นเพศตรงข้าม
โดย ในผู้ชายมักจะกินฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยอาจจะใช้วิธีกินยาคุมเพื่อให้มีหน้าอก และมีรูปร่างแบบผู้หญิง รวมถึงอาจจะไปจี้หรือเลเซอร์เอาขน หนวด เคราออก ส่วนผู้หญิงมักเริ่มจากพันผ้าที่หน้าอก (เพื่อให้เหมือนไม่มี) หรืออาจจะสนใจการผ่าตัดเพื่อตัดเต้านม กินฮอร์โมนเพศชายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ เพื่อให้เสียงเปลี่ยนเป็นแบบผู้ชายการดำเนินของโรคและอนาคต
แม้ จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะมีอาการให้เห็นตั้งแต่ตอน 3-4 ขวบ และจะแสดงอาการให้เห็นมากขึ้นตามอายุ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนที่มีอาการจะโตขึ้นมาเป็น GID ทุกคน โดยบางส่วนจะโตขึ้นมาเป็น homosexual บางส่วนก็กลับเป็นปกติ และบางส่วนเป็น GID ต่อไปการรักษา
ใน เด็กการรักษา GID นั้น หากรักษาตั้งแต่อายุยังน้อยจะได้ผลดีกว่า และมีโอกาสหายมากกว่าปล่อยให้มีอาการจนเข้าวัยรุ่น ซึ่งการรักษามักไม่ค่อยได้ผล อย่างไรก็ดี การรักษาตั้งแต่เด็กก็อาจจะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ดังนั้นไม่ควรคาดหวังว่าจะเปลี่ยนได้ในทุกราย
สำหรับ วิธีการรักษาใช้การปรับเรื่องทักษะทางสังคมให้เหมาะสมกับเพศของเด็ก โดยการให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ครอบครัว พยายามให้เด็กทำอะไรที่เหมาะสมกับเพศ ให้อยู่ร่วมกับเพื่อนที่เป็นเพศเดียวกัน ให้พ่อหรือแม่ที่เป็นเพศเดียวกันเข้ามามีส่วนดูแลลูกมากขึ้น (เช่น ลูกชาย ก็ให้ใกล้ชิดกับพ่อมากขึ้น) เป็นต้น รวมถึงการลดความตึงเครียดในครอบครัว เช่น ไม่ตำหนิหรือด่าว่าเด็กอย่างรุนแรง ส่งเสริมให้เด็กเข้ากลุ่มกับเพศเดียวกันที่โรงเรียน ส่งเสริมการแสดงออกให้เหมาะสมกับเพศ เช่น เด็กผู้ชายก็คงเหมาะกับการเล่นฟุตบอลมากกว่าแสดงละครเป็นผู้หญิง
ใน วัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ มีการพูดกันเล่นๆ ว่า “GID ในเด็กนั้นให้รักษาเด็ก แต่ในวัยรุ่นนั้นให้รักษาพ่อแม่” หมายถึง เมื่อเลยเข้ามาถึงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ มักแก้ไขอะไรที่ตัวเด็กไม่ได้แล้ว และไม่มียาตัวใดหรือการรักษาใดในโลกนี้ที่ทำให้ผู้ป่วยกลับมาชอบเพศตัวเอง ได้ ดังนั้นการรักษา คือ การให้พ่อแม่ทำใจ เข้าใจ และยอมรับในตัวลูกได้ โดยไม่ดุด่า ไม่คาดหวัง ไม่เสียใจกับตัวเด็ก ส่วนการรักษาตัวลูกนั้นมักจะเป็นในแง่ของการช่วยให้ผู้ป่วยเป็นเพศที่เขา อยากจะเป็น และมีชีวิตอยู่อย่างสุขภาพจิตดี-ให้ผู้ป่วยได้ทดลองใช้ชีวิตในแบบเพศตรงข้ามสักระยะหนึ่ง
-การ รักษาด้วยฮอร์โมน (hormone treatment) โดยในผู้ชายจะให้กินฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อให้มีเต้านม มีลักษณะภายนอกไปทางผู้หญิง ซึ่งจากประสบการณ์พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ GID มักจะใช้วิธีไปซื้อยาคุมกินเอง และกินเป็นจำนวนมาก (บางคนกินเดือนละ4-8แผง) ซึ่งค่อนข้างจะเสี่ยงต่ออันตรายจากผลข้างเคียงของยาโดยเฉพาะเมื่อใช้ไปนานๆ ดังนั้นควรจะไปตรวจดูผลข้างเคียงของการใช้ฮอร์โมนกับแพทย์เป็นระยะๆ เพราะอาจมีผลต่อการทำงานของตับ ระดับไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด หรือปัญหาเกี่ยวกับเรื่องหลอดเลือดอุดตันได้ ส่วนในผู้หญิงจะใช้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ด้วยการฉีดทุก 3-4 สัปดาห์ เพื่อช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและทำให้เสียงเหมือนผู้ชาย รวมถึงมีผลทำให้ไม่มีประจำเดือน ซึ่งควรตรวจกับแพทย์เป็นระยะเพื่อระวังผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนเช่นกัน
-การ ผ่าตัดแปลงเพศ มักเป็นการรักษาขั้นสุดท้ายในปัจจุบันกำหนดไว้ว่า การผ่าตัดแปลงเพศจะทำได้เมื่ออายุ 20 ปีบริบูรณ์เท่านั้น หากอยุ 18-20 ปี ต้องมีผู้ปกครองให้ความยินยอม โดยผู้ป่วยควรที่จะได้ทดลองใช้ชีวิตในแบบเพศตรงข้ามมาแล้วอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป