แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"กินเจ..กินเนื้อ เปรียบเหมือน กบ กับ คางคก"







"กินเจ..กินเนื้อ เปรียบเหมือน กบ กับ คางคก" 

         วันหนึ่งมีคนมาถามหลวงพ่อชา เกี่ยวกับเรื่องการกินเจ กับการกินอาหารเนื้ออาหารปลา ต่างกันอย่างไร อย่างไหนถูก อย่างไหนผิด ท่านตอบว่า "เหมือนกบกับคางคกนั่นแหละ โยมว่า กบ กับ คางคก อย่างไหนมันดีกว่ากันความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร ไม่ได้เป็นอะไร ในจิตของท่านไม่มีอะไรเป็นอะไรอีกแล้ว การบริโภคอาหารเป็นสักแต่ว่า เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายพอให้คงอยู่ได้ ท่านไม่ให้ติดในรสชาติของอาหาร ไม่ให้ติดอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ให้รู้จักประมาณในการบริโภค ไม่ให้บริโภคด้วยตัณหา นี่เรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรแล้ว ถ้าคนกินเนื้อไปติดอยู่ในรสชาติของเนื้อ นั่นเป็นตัณหา ถ้าคนไม่กินเนื้อ พอเห็นคนอื่นกินเนื้อก็รังเกียจและโกรธเขา ไปด่าว่านินทาเขา เอาความชั่วของเขาไปไว้ในใจตัวเอง นั่นก็เป็นคนโง่กว่าเขา ทำไปตามอำนาจของตัณหา เหมือนกัน การที่เราไปโกรธเกลียดเขานั้น มันก็คือผีที่สิงอยู่ในใจเรา เขากินเนื้อเป็นบาปเราโกรธเขา เราก็เป็นผีเป็นบาปอีกเหมือนกัน มันยังเป็นสัตว์อยู่ทั้งสองฝ่ายยังไม่เป็นธรรมะ อาตมาจึงว่าเหมือนกบกับคางคก แต่ทางที่ถูกนั้น ใครจะกินอะไรก็กินไป แต่ให้มีธรรมะ คนกินเนื้อ ก็อย่าเห็นแก่ปากปากท้อง อย่าเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยจนเกินไป อย่าถึงกับฆ่าเขากิน ส่วนคนกินเจก็ให้เชื่อมั่นในข้อวัตรของตัวเอง เห็นคนอื่นกินเนื้ออย่าไปโกรธเขา รักษาตัวเราไว้ อย่าให้คิดอยู่ในการกระทำภายนอกพระเณรในวัดนี้ของอาตมาก็เหมือนกัน องค์ไหนจะถือข้อวัตรฉันเจก็ถือไป องค์ไหนจะฉันธรรมดาตามมีตามได้ก็ถือไป แต่อย่าทะเลาะกัน อย่ามองกันในแง่ร้าย อาตมาสอนอย่างนี้ ท่านก็อยู่ไปด้วยกันได้ ไม่เห็นมีอะไร ให้เข้าใจว่า ธรรมะที่แท้นั้น เราจะเข้าถึงได้ด้วยปัญญา ทางปฏิบัติที่ถูกก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเราสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไว้ดีแล้ว จิตก็จะสงบ และปัญญาความรู้เท่าทันสภาพของสังขารทั้งหลาย ก็จะเกิดขึ้น จิตใจก็เบื่อหน่ายจากสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ทั้งหลาย วิมุตติก็เกิดขึ้นเท่านั้น" พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) จากหนังสือ "ใต้ร่มโพธิญาณ" — กับ Chaisa Mee

การสวมมนต์








ใจท่องแต่ไม่ได้ออกปาก  มีอานิสงส์กว่า  ปากท่องไม่ได้ออกจากใจ

ใจต้องอยู่กับบทสวด  ไม่ใช่ปากท่องขึ้นใจ  แต่ใจไปคิดเรื่องต่างๆ

ตั้งสติพิจารณาอักษร หรือคำ หรือความหมาย

หรือตั้งสติรู้ที่ ลมหายใจ หรือ ปากที่กำลังสวด

สวดมนต์ควรจะรู้คำแปล เพื่อจะได้ปัญญา

แม้ยังแปลไม่ออก ใจควรเลื่อมใส ศรัทธา

นำน้อมจิตใจ สวดบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

สวดรู้คำแปลได้ปัญญา

สวดไม่รู้คำแปลได้ศรัทธา

อานิสงส์จากการสวดมีจริง

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

ศิลปะแห่งการให้อภัย นั้นดีอย่างไร เรามาดูกัน ซึ่งมีบุคคลได้กล่าวไว้เช่นไร



ศิลปะแห่งการให้อภัย( The Art of Forgiveness)

การให้อภัยเริ่มต้นเมื่อท่านให้อภัยผู้อื่น

การให้อภัยสร้างความมหัศจรรย์ของความเปลี่ยนแปลง. เมื่อ ลินคอล์น ถูกถามว่า. เหตุใดเขาถึงไม่ทำลายศัตรู. เขาตอบว่า. ."หากเราคิดว่าศัตรูก็เป็นเพื่อนเรา. เราจะทำลายเขาไหม? "   เมื่อท่านให้อภัย. ท่่านได้เปลี่ยนแปลงผู้อื่น. อ. และ ท่านก็ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองด้วย. ท่านได้เปลี่ยนแปลงความบาดหมางสู่ความกลมเกลียว 

การให้อภัยให้ผลสองทาง. ท่านต้องให้อภัยเพื่อท่านจะได้รับ.   เอ็ดเวิร์ด. เฮอร์เบิร์ท. กล่าวว่า. "ผู้ที่ไม่สามารถให้อภัยผู้อื่นได้.  ได้ทำลายสะพานที่ตัวเขาเองต้องเดินผ่าน. ทุกผู้คนล้วนแต่ต้องการ. การได้รับการอภัย " 

การให้อภัยควรเป็นนิสัย. เมื่อผู้รู้ถูกถามว่า เราควรจะให้อภัยบ่อยแค่ไหน. ท่านตอบว่า "ไม่มีที่สุด " ผู้ที่ให้อภัยอย่างไม่มีที่สุด ย่อมปราศจากความเกลียดชัง 

การให้อภัย ควรเริ่มเดี๋ยวนี้  การเลื่อนการให้อภัยจะทำให้แผลลึกขึ้น. การจมจ่อมอยู่กับความขมขื่น. ย่อมเลื่อนความรู้สึกให้ไกลออกไป. ชีวิตคนเราสั้น. เวลาโบยบิน. วันนี้เป็นวันแห่งการให้อภัย. -^^-

ข้อความดีๆ. จากแห่งความงดงามของชีวิต   
วิลเฟรด ปีเตอร์สัน/เขียน. โสรีช์. โพธิ์แก้ว/แปล

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

พลังแห่งความโกรธ




ยามใดที่พลังความโกรธบังเกิด 
บ่อยครั้งเรามักจะแสดงออกเพื่อลงโทษ
คนที่เราเชื่อว่าเป็นแหล่งที่มาให้เราเป็นทุกข์ 
การกระทำเช่นนี้เป็นนิสัยความเคยชินที่อยู่ในตัวเรา 
เมื่อเราเป็นทุกข์ เรามักต่อว่าคนอื่นที่ทำให้เราเป็นทุกข์ 
เราไม่เคยตระหนักว่าความโกรธเป็นหน้าที่ของตัวเราเอง 
เราเป็นส่วนสำคัญที่ต้องรับผิดชอบต่อความโกรธของเรา 
แต่เราเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า
หากเราพูดหรือกระทำบางอย่างเพื่อลงโทษคนนั้น 
จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของเรา 
ความเชื่อเช่นนี้ควรขจัดให้หมดไป 
เนื่องจากอะไรก็ตามที่คุณพูดหรือกระทำด้วยความโกรธ 
จะเป็นบ่อเกิดที่จะทำลายความสัมพันธ์ ในทางกลับกัน 
เราไม่ควรพูดหรือกระทำการใดๆในยามที่เราโกรธ :
ติช นัท ฮันห์ 

“Whenever the energy of anger comes up, we often want to express it to punish the person whom we believe to be the source of our suffering. 
This is the habit energy in us. 
When we suffer, we always blame the other person for having made us suffer. We do not realize that anger is, first of all, our business. We are primarily responsible for our anger, but we believe very naively that if we can say something or do something to punish the other person, we will suffer less. 
This kind of belief should be uprooted. Because whatever you do or say in a state of anger will only cause more damage in the relationship. Instead, we should try not to do anything or say anything when we are angry.”

~ Thich Nhat Hanh 




วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ศิลปะการทำงานให้มีความสุข

สว่างใจ ศิลปะการทำงานให้มีความสุข





การงาน

ถ้าทำงานอย่างดีที่สุด
ศักยภาพของมนุษย์
จะเปล่งประกาย



ศิลปะการทำงานให้มีความสุข


ความหมายของ"งาน" คือ งานของเราก็คือการทำให้เขามีความสุข ทุกวันผู้เขียนมีความสุขมากเพราะงานที่ทำเป็นงานที่ไม่ได้ทำร้ายใคร เวลาผู้เขียนไปเทศน์ ไปสอน หรือไปบรรยายก็เหมือนเป็นการนำความสุขไปโปรยให้กับคนทั่วทั้งสากลโลก ฉะนั้นทุก ๆวัน ที่เดินทางออกจากวัด ผู้เขียนมีความสุขมาก ทำงานเหมือนแสงเดือนแสงตะวันที่ชโลมผืนโลก ทำไปไม่หวังผลประโยชน์ หวังแค่ประโยชน์สุขที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ผู้เขียนมีความสุขที่เห็นคนอื่นมีความสุข เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการทำให้คนอื่นมีความสุข เรียกว่า ให้สุขแก่ท่านสุขนั้นถึงตัว

ฉะนั้น ชีวิตการทำงานของผู้เขียนก็ถือว่ามีความสุข เพราะได้ทำงานที่ตัวเองรัก งานของเราคือการทำให้เขามีความสุข

ส่วนในเรื่องศิลปะของการทำงาน ทำงานอย่างไรให้มีความสุข ผู้เขียนขอแบ่งเป็นหัวข้อได้ดังนี้

๑. ทำงานที่ใจรัก หากเราทำงานที่ใจรัก ทุกๆ วันจะเป็นวันแห่งความสุข เราไม่ต้องรอว่าความสุขจะมาถึงเราเฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์ แต่ทุกวันที่ทำงานจะเป็นวันแห่งความสุขของเราเพราะว่าเราทำด้วยความรัก

๒. ทำงานทุกชิ้นให้เต็มที่ให้ดีที่สุด เมื่อคนสร้างงานงานจะย้อนกลับมาสร้างคน งานคือเวทีแสดงออกซึ่งศักยภาพในการทำงานของมนุษย์ ทุกครั้งที่ทำงาน ให้เราทำอย่างเต็มที่และทำอย่างดีที่สุด คนก็จะเห็นคุณค่าของเราว่า มีมากน้อยเพียงไร ดังนั้นเมื่อเราตั้งใจสร้างงานงาน ๑ ชิ้นก็จะย้อนกลับมาสร้างคน

๓. ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส หากเราทำงานด้วยความสุจริต ก็ไม่ต้องมานั่งระแวงภัยที่จะตามมาในอนาคตซึ่งเกิดจากการตามจับผิด โดยหน่วยงานของทางการต่างๆ ถ้าเราทำว้นนี้ให้ถูกต้องก็ไม่ต้องนั่งกังวลว่าวันวานมันจะผิด

๔. เป็นนักประสานสิบทิศ อย่ามัวแต่ทำงานจนหลงลืมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเก่งอยู่ได้คนเดียว แท้ที่จริงเราจะต้องอาศัยผู้ร่วมงานจากทุกฝ่ายอยู่เสมอ ดังนั้น อย่ามัวแต่ทำงานแต่จงปฏิสัมพันธ์กับคนด้วย เพื่อก่อให้เกิดสภาวะงานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์ คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ ใครทำงานได้อย่างนี้ คนคนนั้นจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการงาน







จากหนังสือ ๙ เรื่องเพื่อความก้าวหน้า โดย พระมหาวุฒิชัย ว.วชิรเมธี



คำว่าคนรัก อดีตคนรัก หลายๆคนอาจจะชอบหรือไม่ชอบคำใดคำหนึ่ง

คำว่าคนรัก อดีตคนรัก หลายๆคนอาจจะชอบหรือไม่ชอบคำใดคำหนึ่ง เพราะกลัวว่าเกิดเรียกไปแล้วมันจะกลายเป็นอดีตที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้่ายมันก็จะกลายเป็นอดีตอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง
พระโยคาวจรเจ้าท่านตระหนักรู้ดีถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาหรือกฎแห่งพระไตร ลักษณ์นี้ดีว่า.............ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง ทนได้ยากและไม่ใช่ตัไม่ใช่ตนไม่ใช่เราไม่ใช่เขา
ท่านกลับเห็นความเกิดดับอย่างรวดเร็วและเห็นหนทางหยุดวงจรแห่งความทุกข์เหล่านี้จึงอนาคาริกหรือออกจากเรือนชาน เพื่อที่จะไปยุติการเกิดดับซ้ำซากอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง
สุขอื่นใดเหนือความสงบไม่มี.....แล้ววิมุตติสุขล่ะ

หนูมะลิ
ตามหาแก่นธรรม

สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง ภาค 2

สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง ภาค 2

มีคำถามเข้ามาว่า........
มีข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติขอรบกวนสอบถามค่ะ คือ การฝึกโดยการเคลื่อนไหวที่คุณนมสิการชี้แนะให้นี้สามารถทำควบคู่กับการฝึกสมถะได้หรือไม่คะ หรือว่าควรจะทำแค่อย่างใดอย่างนึง คือปัจจุบันนี้ดิฉันอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังจับแนวทางไม่ถูกค่ะ 


**********************
มาอ่านความเห็นของผมดังนี้

ผมได้เคยเขียนเรื่อง สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง
ไว้ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=30&group=1&gblog=19

ในตอนนี้ผมจะเพิ่มเติมเข้าไปจากบทความก่อน

++++ สมถภาวนา
จุดมุ่งหมายของสมถภาวนาจะมี 3 อย่าง อยู่ที่ใครต้องการแบบใดใน 3 อย่างนี้ มาดูกันครับ

***จุดมุ่งหมายที่ 1 .... ทำสมถภาวนาเพื่อต้องการให้จิตสงบจากนิวรณ์
( หมายเหตุ นิวรณ์ คือ อาการที่จิตกำลังดิ้นรน กระสับกระส่าย ไม่สงบด้วยอาการในจิต )
ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นกันเพื่อให้เข้าใจ 
ตัวอย่างที่ 1 ...สมมุติว่า ท่านเป็นคนกลัวผีมาก และ เผอิญต้องไปพักคนเดียวในโรงแรมเก่า ๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีทางเลือกที่พักอื่น โรงแรมนี้สภาพก็เก่า แถมอยู่ห่างไกลเมืองและอยู่ใกล้กับวัดอีกด้วย แอร์ก็ไม่มี ต้องเปิดหน้าต่างนอน พอตกกลางคืน ก็มีเสียงสุนัขหอนขี้นมา ทำให้เกิดอาการกลัวผีมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็เลยทำสมถภาวนาเพื่อไม่ให้กลัวผี เช่น บริกรรม พุทโธ ตลอดเวลา เพื่อให้จิตไปจับยึดที่พุทโธ จะได้ไม่กลัวผี
ตัวอยางที่ 2 ... สมมุติว่าท่านเป็นชาย มีภรรยาแล้ว พอดีได้เลขาสาวสวยเข้ามาใหม่ เธอหน้าตาดี แถมแต่งตัวเปรี้ยวมาก ท่านเห็นเธอแล้วใจก็เกิดอาการไม่เป็นสุขทันที ท่านก็กลัวใจว่าจะห้ามไม่ไหว ก็เลยไปนึกถึงภาพคนตายที่กำลังขึ้นอืด น่ากลัวแทน เพื่อที่จะบังคับใจที่กำลังหวั่นไหวนั้นให้สงบลงไป

คงพอมองภาพออกนะครับว่า สมภภาวนาแบบนี้เป็นอย่างไร ใช้อย่างไร

***จุดมุ่งหมายที่ 2 ....สมถภาวนาโดยการบังคับจิตให้นิ่งสงบ เช่นฤาษีเขาทำกันในสมัยพุทธกาล การภาวนาแบบนี้ จิตใจของผู้ภาวนาไม่ดิ้นรนอย่างจุดมุ่งหมายที่ 1 แต่การทำเพื่อต้องการทำบังคับจิตนิ่งโดยการให้จิตไปจับยึดสิ่ง ๆ เดียว ไม่ยอมให้จิตหลุดไปไหนเลย
ที่นิยมกันตอนนี้ ก็จะมีการเพ่งกสิณ การภาวนาลมหายใจโดยจับลมที่ปลายจมูก หรือ บริกรรมเร็ว ๆ เพื่อให้จิตจับอยู่กับคำบริกรรมอย่างเดียว สมถภาวนาแบบนี้ ได้ผลคือจิตนิ่ง ตัวแข็งเป็นหิน ถ้าถึงฌาน จะมีความสุขมาก ( สุขมากจริง ๆ ใครที่ภาวนาถึงได้จะเข้าใจดีว่าสุขแบบหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว )

สมถภาวนาแบบนี้ เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเรียนมาก่อนกับดาบส 2 ตน แต่พระองค์ก็ทรงทราบว่า นี่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

ภาวนาแบบนี้ คนที่ได้ฌานมักจะติดสุข และ มักจะเป็นคนโทสะร้ายได้ง่าย ๆ เวลาที่ไม่ได้ภาวนาอยู่

**** จุดมุ่งหมายที่ 3 ... สมถภาวนาเพื่อการพัฒนากำลังจิต เพื่อเป็นฐานสำหรับวิปัสสนาต่อไป เพราะว่า วิปัสสนาจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าจิตไม่มีกำลังพอ ที่ว่า จิตมีกำลัง หมายความว่า จิตตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน ไม่ซัดซ่ายไปไหน และ จิตมีกำลังทีจะต่อสู้กับอาการจิตปรุงแต่งที่เกิดขึ้นมาได้ ( อ่านเรื่อง ชักกะเย่อ ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=07-2009&date=28&group=1&gblog=68 )

สำหรับเรื่องใน blog ของผมเช่นเรื่อง ตัวอย่างการฝึกเพื่อการรู้กาย 
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=30&group=1&gblog=20

ก็เพื่อจุดมุ่งหมายที่ 3 นี้

--------------------------------
+++ วิปัสสนาภาวนา
จุดมุ่งหมาย เพื่อให้เห็นแจ้งความจริงในขันธ์ทั้ง 5 ว่า ขันธ์ 5 นั้นมันเป็น ไตรลักษณ์ มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัวตนของเรา มันเป็นอนัตตา

การที่จะเห็นความจริงแบบนี้ได้นั้น จิตของผู้ปฏิบัติต้องมีกำลังมากและตั้งมั่นอยู่ ซึ่งจิตจะตั้งมั่นอยู่ได้และมีกำลัง ต้องมาจากการฝึกฝน
สมถภาวนาแบบจุดมุ่งหมายที่ 3 มาแล้วเป็นอย่างดี

ถ้าจิตไม่ตั้งมั่น ไม่มีกำลัง ไม่มีทางเจริญวิปัสสนาได้เลย เพราะจะไม่เห็นอาการของขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา เมื่อไม่เห็นอาการขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา มันก็ไม่เกิดการปล่อยวางขันธ์ 5 

เรื่องนี้เขียนมากไม่ได้ เดียวผมจะมีเรื่องราวกับสำนักภาวนาหลายสำนัก 

-----------------------------------------

บทความนี้ ผมหวังว่า ท่านที่ถามมาคงมองภาพออกนะครับว่า การเจริญวิปัสสนานั้น ต้องใช้ฐานรากจากสมถภาวนาแบบที่ 3 มาก่อนเพื่อให้จิตตั้งมั่น จิตมีกำลัง 

เมื่อจิตตั้งมั่น มีกำลังแล้ว จิตรู้ จะแยกตัวออกมาได้จากสิ่งที่ถูกรู้ ในที่นี้คือ ขันธ์ 5 แล้ว จิตรู้ เขาจะพิจารณาขันธ์ 5 เองอันเป็นอาการของวิปัสสนา ที่ต้องเกิดเอง เห็นเองด้วยจิตรู้ ไม่สามารถทำให้เกิดโดยการตั้งใจได้ จึงจะเป็นวิปัสสนา และได้ผลในการปล่อยวางขันธ์ 5 เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพานต่อไป
-------
ทีนี้มาถึงคำถามที่ถามมา ท่านที่ถามคงเข้าใจว่า สิ่งที่ผมเขียนใน blog จะไม่ใช่สมถภาวนา ตอนนี้คงเข้าใจแล้วนะครับว่า มันคือสมถภาวนาตามจุดมุ่งหมายที่ 3 ซึ่งนักภาวนาจะฝึกฝนสมถภาวนาในจุดมุ่งหมายที่ 3 นี้อย่างไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใน blog ที่ผมเขียน หรือ จะฝึกหลาย ๆ อย่างสลับไป สลับมา ก็ได้เช่นกัน 
แต่ที่ผมเขียนแนะนำใน blog ก็เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่คนใหม่ ๆ จะได้อาศัยเป็นแบบฝึก เพื่อจะได้ฝึกได้ครับ

แต่ถ้าใครไม่มีเวลาฝึกตามแบบฝึก จะใช้วิธีการฝึกในชิวิตประจำวันก็ได้เช่นกัน เพราะเพียงเข้าใจหลักการ ฝึกที่ไหนก็ได้ ฝึกอย่างไรก็ได้ ใช้ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าไม่เข้าใจหลักการ ถึงแม้ฝึกตามรูปแบบ ก็จะไม่ตรงกับสมถภาวนาจุดมุ่งหมายที่ 3 ครับ แต่จะเป็นสมถภาวนาแบบอื่นไปเสีย

สิ่งที่ผมเขียนไว้ จะเรียกว่า การเจริญสติ ก็ได้เช่นกัน แล้วแต่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร 


Create Date : 20 เมษายน 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:10:28 

รู้สึกถึงได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปสนใจในสิ่งที่รู้สึกนั้น

รู้สึกถึงได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปสนใจในสิ่งที่รู้สึกนั้น

ยุคนี้ เครื่องโทรเลขได้หมดลงไปแล้ว คงไม่มีใครได้ใช้อีกด้วย
แต่ถ้าท่านดูภาพยนต์สงครามในสมัยเก่า ๆ ก็มักจะมีภาพของเครื่องโทรเลขให้เห็นกัน

ผมก็ไม่เคยเห็นของจริง แต่ที่เห็นในภาพยนต์เป็นว่า เมื่อต้นทางส่งโทรเลขมายังปลายทาง ปลายทางจะได้รับเป็นสัญญาณเสียง ติ๊ด ติ๊ด ที่เป็น รหัสมอส พนักงานปลายทางเมื่อได้ยินรหัสมอส ก็จะจดรหัส ติ๊ด ติ๊ด เหล่านี้และแปลออกมาเป็นคำพูดได้

สมมุติว่า ท่านเป็นผู้เยี่ยมชมสถานีรับโทรเลข พอรหัสมอสเริ่มดัง ท่านจะไม่เข้าใจความหมายในรหัสนั้น แต่จะได้ยินเพียงเสียงติ๊ด ติ๊ด เป็นจังหวะ จังหวะ ไป

ในการปฏิบัติธรรม เมื่อท่านได้ยินเสียงติ๊ด ติ๊ด ของรหัสมอสในโทรเลข นี่คือการได้ยินที่ไม่มีการแปลภาษา เพราะท่านไม่รู้จักรหัสมอส คนที่ไม่ได้เรียนรหัสมอส จะได้ยินแบบนี้และรู้เพียงมีเสียงแต่ไม่รู้ความหมายในเสียงนั้น

ถ้าจะเปรียบทางทางธรรมปฏิบัติ การรู้แบบนี้ที่ไม่รู้ความหมาย ก็เป็นการรู้ทาง .ปรมัตถ์ธรรม. แต่สำหรับพนักงานที่เขารู้รหัสมอส เขาจะแปลภาษาเป็นคำพูดคนได้ นี่คือการ .รู้แบบสมมุติ. ในการปฏิบัติธรรม

ในการปฏิบัติธรรมเจริญสัมมาสตินั้น เพียงท่านรู้สึกตัวที่เป็นธรรมชาติเท่านั้น จิตของท่านจะรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกาย / ใจ ของท่านอันเป็นการรู้ไปเองแบบอัตโนมัติ และเป็นการรู้แบบปรมัตถ์ธรรม

สมมุติว่า ท่านพาแฟนไปกินไอศกรีมยี่ห้อดังที่รสอร่อยในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง พอเมื่อท่านจับถ้วยไอศรีม ท่านจะรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ได้สัมผัส ท่านจะมีเพียงการรู้สึกถึงความเย็น แต่จะไม่แปลภาษาการสัมผัสลงไปกว่านั้นอีกว่า นี่คือเย็น

เพียงท่านรู้สึกได้เท่านั้น อย่างตัวอย่างเรื่องจับถ้วยไอศกรีม ท่านไม่ต้องไปรู้เลยว่า สิ่งที่รู้สึกเรียกชื่อว่าอะไร นี่ท่านก็ได้ปฏิบัติธรรมแล้ว ง่ายใหมครับท่าน

ถ้าท่านมองไม่ออก ก็ลองตอนนี้เลยก็ได้ครับ ไปจับถ้วยน้ำเย็นที่บ้านท่านในขณะที่ตาท่านยังอ่าน blog นี่อยู่

กล่าวในแง่การปฏิบัติ เพียงท่านรู้สึกถึงสิ่งที่กำลังสัมผัสอยู่เสมอ ๆ ด้วยความรู้สึกตัว ไม่ต้องไปทำอะไรอีก ไม่ต้องไปรู้อะไรอีก เพียงรู้สึกถึงการสัมผัสได้โดยผ่านทางระบบปราสาทปรกติของร่างกายเท่านั้น ท่านก็กำลังปฏิบัติธรรมแล้ว โดยที่ท่านไม่ต้องไปสนใจเลยในคำว่า สมถะ วิปัสสนา เพราะมันไม่จำเป็นที่ต้องไปรู้ 2 คำนี้ด้วยซ้ำไปในการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์

ท่านอาจสงสัยในใจว่า รู้สึกอย่างนี้ แล้วอย่างไงต่อไปละ
ผมจะบอกท่านว่า ให้รู้สึกอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มาก ๆ บ่อย ๆ เพื่อเป็นการพัฒนากำลังสัมมาสติ ให้มีความตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิครับ
เพราะว่า ตอนที่จะใช้จริงนั้น ท่านจะใช้ตอนที่ จิตมีการปรุงแต่งทางอารมณ์ของจิตใจและความคิด

ถ้าท่านหมั่นฝึกฝนการรู้สัมผัสไปเรื่อย ๆ จนสัมมาสติตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ พอเกิดการปรุงแต่งทางอารมณ์ของจิตใจหรือความคิดขึ้นมา
กำลังความตั้งมั่นแห่งสัมมาสติ ยังคงอยุ่ จะทำให้ ท่านเห็นอาการของอารมณ์ของจิตใจ หรือ เห็นความคิด ที่เกิดขึ้นมาได้ เมื่อท่านเห็นมันได้ มันจะเป็นไตรลักษณ์ จะทำให้จิตท่านปล่อยวางมันได้ในอนาคต

แต่ถ้าสัมมาสติไม่ตั้งมั่นพอ ท่านจะไม่เห็นอารมณ์ของจิตใจ หรือ ไม่เห็นความคิดที่เกิดขึ้น พอท่านไม่เห็นมันเท่านั้น มันจะลากจิตใจท่านเข้าไปภายในและท่านจะถูกอารมณ์ของจิตใจ หรือ ความคิด ครอบงำ ทำให้ท่านไม่เข้าใจอารมณ์ของจิตใจ ไม่เข้าใจความคิด เมือ่ไม่เข้าใจมัน การปล่อยวางก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย

การปล่อยวางอารมณ์ของจิตใจ ปล่อยวางความคิด ได้เมื่อไร ความทุกข์ทางใจของท่านจะมลายหายไปสิ้น และนี่คือการพ้นทุกข์ในขณะที่ยังมีชิวิตอยู่ ผลของมันจะออกมาแบบนี้ครับ

ผมหวังว่า ท่านคงมองเส้นทางการเดินการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ออกนะครับว่า ปฏิบัติอย่างไร แล้วต่อไปเป็นอย่างไร จึงจะหลุดออกจากการครอบงำของทุกข์ทางใจได้

++
ท้ายบทความ
ความคิด นี่ร้ายนัก ถ้าไม่รู้จักมันจริง มันจะคุมท่านจนโงหัวไม่ขึ้น
มันจะหลอกท่านว่า ต่าง ๆ นานา และจะทำให้ท่านทุกข์อยู่โดยที่ท่านไม่รู้ตัวว่าท่านกำลังทุกข์เพราะโดนมันคุมไว้แล้ว





Create Date : 07 เมษายน 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:11:04 น.

รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ถูกหรือไม่ในการปฏิบัติ - มุมมือใหม่

รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ถูกหรือไม่ในการปฏิบัติ - มุมมือใหม่

คำถามมีว่า
...รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ถูกหรือไม่ในการปฏิบัติ เช่น กำลังหั่นผัก ก็รู้ว่ากำลังหั่นผัก กำัลังเดิน ก็รู้ว่ากำลังเดิน กำลังนั่งก็รู้ว่ากำลังนั่ง และอื่น ๆ อีก เป็นต้น ...

คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีและละเอียดอ่อนมากครับ และ เป็นสิ่งที่พาคนฝึกใหม่หลงเข้าป่าไปมากต่อมาก จากที่ผมได้อยู่ในแวดวงกรรมฐานมานาน ผมพบว่า มีหลายสำนัก หลายอาจารย์ที่สอนกันอย่างในคำถามทุกประการ โดยการยกนำเอาพระไตรปิฏก สติปัฏฐานสูตร หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในเรื่อง อิริยาบทบรรพ มาเป็นข้ออ้างอิง

ผมเขียนอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า ผมกำลังโต้แย้งคำสอน โต้แย้งพระไตรปิฏก ผมไม่ได้โต้แย้งครับ ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่ผมกำลังจะบอกท่านมือใหม่ว่า ถ้าท่านเข้าใจเรื่องนี้ไม่ตรง ท่านจะปฏิบัติผิดทันทีครับ

มันจะผิดเหมือนกับ superman ที่ใส่กางเกงในไว้ข้างนอก แต่คนทั่วไปใส่กางเกงในไว้ข้างใน ถ้าดูตามเสื้อผ้า มีครบเหมือนกัน คือ มีทั้งกางเกงในและกางเกงนอก แต่ผิดที่ sequence ของการใส่กางเกงครับ

ขอให้ท่านมือใหม่ ลองดูอย่างนี้ก่อนก็ได้ครับ
ถ้าท่านมือใหม่หั่นผักอยู่ และรู้ว่ากำลังหั่นผัก ท่านมือใหม่จะหั่นผักไม่ได้ดีเลย เพราะมันไม่เป็นธรรมชาติครับ เช่นเดียวกัน ถ้าคุณมือใหม่กำลังเดิน แล้วรู้ว่ากำลังเดิน คุณมือใหม่จะเดินอย่างไม่เป็นธรรมชาติและจะมีการเกร็งขึ้นทันที

ขอให้คุณมือใหม่โปรดเข้าใจด้วยครับ การปฏิบัติธรรม ถ้าต้องไปทำอะไรที่ผิดธรรมชาติของคุณแล้วละก็ มันไม่ใช่ทางที่ตรงแน่นอนครับ

ผมจะขอกล่าวในแง่การปฏิบัติให้คุณมือใหม่ได้เห็นภาพครับ
ถ้าคุณมือใหม่กำลังทำอะไรอยู่ เช่น หั่นผัก เดิน อาบน้ำ ขอให้ทำด้วยความรู้สึกตัวก็พอครับ .... ไม่ต้องเกินเลยไปที่ว่า ... ให้รู้ว่า กำลังหั่นผัก ให้รู้ว่ากำลังเดิน ให้รู้ว่ากำลังอาบน้ำ นี่เกินเลยไปแล้ว มันไม่เป็นธรรมชาติเลยครบ และจะกลายเป็นพยายามที่จะไปจ้องการกระทำนั้นๆ อยู่

ทีนี้ คุณมือใหม่ก็อาจสงสัยต่อไปแล้ว ถ้ามันไม่เป็นธรรมชาติ แล้วทำไมในพระไตรปิฏก หรือ สำนักต่าง ๆ สอนกันอย่างนั้นละ
เรื่องนี้ ผมจะบอกคุณมือใหม่ว่า เมื่อคุณมือใหม่ฝึกฝนอยู่ ให้ฝึกฝนอย่างเป็นธรมชาติก็พอครับ แต่เมื่อคุณมือใหม่ฝึกฝนอย่างเป็นธรรมชาติไปมาก ๆ เข้า จะมีขบวนการเกิดขึ้นทางจิตใจ กล่าวคือ จิตรู้ เขาจะมีกำลังและแยกตัวออกมาจากสิ่งทีถูกรู้ ซึ่งอาการแยกตัวนี้ในตอนนี้คุณมือใหม่ยังไม่เกิดอาการนี้ขึ้นครับ

ทีนี้พอจิตรู้เขาแยกตัวออกมาได้จากสิ่งที่ถูกรู้แล้ว เจ้าจิตรู้นี้แหละครับ บางครั้ง (เป็นบางครั้งครับ ไม่ใช่เป็นทุกครั้ง ) เขาจะไปจ้องดูการกระทำของร่างกายเอง โดยที่คุณมือใหม่ไม่ได้สั่งเลย เมือร่างกายคุณมือใหม่ทำอะไร เช่น กำลังหั่นผัก กำลังเดิน กำลังนั่ง กำลังอาบน้ำอยุ่ จิตรู้นี้จะไปจ้องมองการกระทำของร่างกายเองโดยอัตโนมัติ ซึงการที่จิตรู้เขาดำเนินไปเองเช่นนี้ ก็จะตรงกับสิ่งทีกล่าวในคำสอน และในพระไตรปิฏครับที่ว่า เมื่อทำอะไรอยู่ให้รู้ว่ากำลังทำสิ่งนั้น ๆ อยู่
เมื่อจิตรู้ เขาดำเนินการรู้เอง โดยที่คุณมือใหม่ไม่ได้ต้องการ ไม่ได้สั่ง มันจะเป็นธรรมชาติของจิตรู้เอง

ผมแนะนำให้อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=03-2010&date=04&group=5&gblog=79

คุณมือใหม่พอจะมองภาพออกนะครับว่า การปฏิบัตินั้นควรดำเนินอย่างไร
จึงจะไปได้ดีและตรงทาง

ถ้าปฏิบัติไม่ตรงโดยขาดความเข้าใจ คุณมือใหม่ก็จะเป็น superman ทันทีครับทีใส่กางเกงในกลับอยู่ข้างนอกไปเสียแล้ว

**********************************

***บทความท้ายบท***

มานะ คำ ๆ นี้ในภาษาไทยและภาษาธรรม มีความหมายต่างกัน
ความหมายในภาษาไทย ผมคงไม่ต้องกล่าวถึง
แต่ในภาษาธรรม นั้นจะหมายถึง การถือดี การอวดดี ว่าเก่งกว่า รู้มากกว่าคนอื่น

ในจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อเขาได้ปฏิบัติและได้เห็นผลอะไรบางอย่าง เขามักจะบอกคนอื่นให้รู้ อาการบอกคนอื่นให้รู้จะมีอยู่ลักษณะ
++อย่างหนึ่งคือ การบอกแบบมีมานะ บอกในลักษณะของการอวดดี พยายามแสดงว่า ตนเองเจ๋งกว่าคนอื่นอยู่
++และอีกลักษณะหนึ่ง คือ บอกด้วยความเมตตา อยากให้คนอื่นได้รู้ ได้เข้าใจในธรรม เพื่อให้เขาจะได้พ้นทุกข์เหมือนตนบ้าง

ในฐานะผู้ฟัง ก็อาจไม่เข้าใจว่า คนที่กำลังบอกธรรมนั้น เขาบอกแบบมีมานะ หรือ บอกแบบมีเมตตา นั่นไม่สำคัญเท่ากับคนที่กำลังบอกครับว่า เขารู้ตัวเองหรือเปล่าว่า เขานั้นเป็นแบบใด

ท่านที่กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ โปรดสังเกตตัวเองสักนิดในเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ถ้าเกิด มานะ ขึ้นในจิตใจ
ถ้าตัวเองไม่รู้ว่ากำลังเกิดอยู่ มันก็จะเป็นอุปสรรคกางกั้นความเจริญก้าวหน้าในทางธรรมได้ครับ

แต่ถ้าท่านเจนโลกพอ ท่านก็พอจะอ่านออกว่า ใครเกิด มานะ แล้ว
แต่ว่า ถ้าคิดเมตตาบอกเขาแล้วละก็ ต้องเผื่อทำใจไว้ด้วย เพราะคนที่ติด มานะ มักเชื่อว่า ตนเองเจ๋งกว่าเขาอยู่แล้ว เขาจะไม่ฟังใครหรอกครับ เพราะเขาเชื่อว่า เขาดีกว่าท่านนั้นเอง




Create Date : 19 เมษายน 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:10:37 น.
ความว่าง - ความไม่มีอะไร

ผมได้เขียนเรื่องความว่างไว้ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=23&group=1&gblog=10
แต่อ่านแล้วยังมองภาพไม่ชัดพอ และ ยากจะเข้าใจ
ผมจึงเขียนเพิ่มเติมอีกในบทความนี้

ก่อนมาเข้าใจเรื่องนี้ ผมอยากให้ท่านจำลองเหตุการณ์ก่อนว่า
สมมุติว่ามีเครื่อง Notebook 1 เครื่อง ที่กำลังเปิดทำงานอยู่

1...ว่างแบบที่ 1 คือ ความว่างที่อยู่รอบ ๆ เครื่อง Notebook นั้น ถ้าท่านไม่เข้าใจ ก็ขอดูภาพนี้ก่อน ความว่างระหว่างฝ่ามือ


ความว่างแบบนี้ จะเป็นความว่างที่สิ่งของไม่มีอยู่
ดูมันธรรมดาเหลือเกิน แต่ถ้าท่านไม่เคยสังเกตมัน
ท่านก็ไม่เคยเห็นมันเหมือนกัน
เมื่อผมปฏิบัติเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผมพบความว่างชนิดนี้ได้ก่อน เมื่อผมพบใหม่ ๆ ผมดีใจมาก คิดว่า นี่คือ จิตว่าง แต่มันไม่ใช่ครับ

2...ว่างแบบที่ 2 ทีนี้ขอให้ท่านนึกถึงเครื่อง Notebook ครับ
ท่านเปิดเครื่องให้ทำงานแล้ว เครื่องกำลัง boot ครับ แต่มีปัญหาอะไรสักอย่าง หน้าจอไม่ขึ้นอะไรเลย นอกจากภาพขาว ๆ เต็มหน้าจอ
ความว่างแบบที่ 2 นี้จะคล้าย ๆ อย่างหน้าจอขาว ๆ ของ notebook ที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความว่างขาว ๆ ที่หน้าจอ
เมื่อผมพบความว่างแบบนี้ ผมพบโดยที่ผมเห็นการดับลงไปของความคิด หรือ อารมณ์จิต ซึ่งหมายความว่า ท่านต้องฝึกสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จนจิตรู้มีกำลังและเห็นความคิด หรือ อารมณ์จิต มันเกิด-ดับได้แล้ว พอผมเห็นความคิด หรือ อารมณ์จิตมันดับลงไป ผมก็สังเกตเห็นเจ้าความว่างแบบที่ 2 นี้ได้ครับ
พอผมเห็นมันได้แล้ว ทีนี้ มันจะปรากฏตัวให้เห็นอยู่เสมอ ๆ แต่ถ้าตอนที่กำลังจิตตกต่ำลงไป ก็จะไม่เห็นเหมือนกัน
แต่ถ้าวันไหนกำลังจิตดี มันจะแสดงตัวให้เห็นตลอดวันทีเดียว
ว่างแบบที่ 2 นี้ ยังมี 2 แบบครับ คือ ใหม่ ๆ จะเห็นเป็นดวง คล้าย ๆ ดวงจันทร์ แต่พอเห็นได้มาก ๆ เข้า ก็จะเห็นเป็นอีกแบบที่ไม่เป็นดวงแล้ว คือ มันจะแผ่กว้างออกไป เหมือน ดวงอาทิตย์ทรงกลด แต่จะไม่มีดวงอาทิตย์ให้เห็น (ขออภัยที่อธิบายอาจไม่รู้เรื่อง เพราะอธิบายยากจริง ๆ )
เมื่อความว่างนี้ปรากฏให้เห็นอยู่เมื่อใด ทุกข์ใจก็หดหายไปหมดสิ้น
ช่างวิเศษจริง ๆ สำหรับใครที่พบความว่างแบบนี้

3...ว่างแบบที่ 3 อันนี้ขอให้นึกถึงอาการที่ Notebook ไม่เปิดเครื่องครับ หน้าจอไม่มีอะไรเลย ไม่มีแสงออกมา หรือ ถ้าจะคิดว่า ไม่มีเครื่อง Notebook อยู่ก็ได้เช่นกัน
ความว่างแบบนี้ ดูจะธรรมดามาก ๆ เพราะมันมองไม่เห็นอะไรครับ แต่รู้ว่ามันไม่มีอะไรโดยที่ไม่ต้องจงใจไปรู้ในความว่างแบบนี้ ซึ่งถ้าเทียบกับคนทั่ว ๆ ไป เขารู้ว่าไม่มีอะไร ก็ต่อเมื่อ่เขาจงใจที่จะนึกถึงมัน
การรู้ความว่าง หรือ ความไม่มีอะไรในจิตใจแบบนี้ คือ เราจะรู้ว่า ตอนนี้ จิตใจมันไม่มีอะไรอยู่ในนั้นครับ โดยที่เราจะรู้ว่ามันไม่มีอะไรอยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้าจิตใจมีการสั่นไหวเมื่อไร ก็จะรู้เช่นกันว่า มีการสั่นไหวของจิตใจแล้ว

ซึ่งถ้าผมยกตัวอย่างการรู้แบบนี้ก็คล้าย ๆกับว่า

ถ้าท่านนั่งทำงานอยู่ แล้วไม่มีแผ่นดินไหว แผ่นดินมันนิ่งอยู่ท่านก็รู้อยู่ว่าไม่มีแผ่นดินไหว แต่ถ้ามีแผ่นดินไหวเมื่อไร ท่านก็รู้ได้ว่า มีแผ่นดินไหวแล้ว พอแผ่นดินหยุดไหว ท่านก็รู้อีกว่า แผ่นดินหยุดไหวแล้ว

ความว่างแบบที่ 3 นี่ดูธรรมดามาก ซึ่งจะคล้าย ๆ กับแบบที่ 2 ตอนที่กำลังจิตตกต่ำลงไป แต่มันต่างกันตรงที่ว่า ถ้าแบบที่ 2 กำลังจิตตกต่ำลงไป ท่านจะไม่เห็นความว่างแบบที่ 2 คือ มันหายไปเลยที่คล้ายแบบที่ 3 แต่ต่างกันที่ว่า ท่านต้องตั้งใจรู้ถึงความว่าง จึงจะเห็นความว่างแบบที่ 3 ได้
แต่ถ้าท่านปฏิบัติตนเห็นความว่างแบบที่ 3 ได้แล้ว ท่านไม่ต้องจงใจทีจะเห็นมัน มันก็เห็นได้เองอยู่ตลอดเวลาครับ

ความว่างแบบที่ 3 นี้ให้ความสุขสงบแห่งจิตที่มั่นคงปราณีตมากกว่าแบบที่ 2 ครับ

***
ผมไม่รู้ว่า จะยังมีความว่างแบบอื่นอีกหรือไม่

ผมหวังว่า ท่านที่สงสัยเรื่องความว่าง คงพอได้แนวทางจากบทความนี้ว่า สิ่งที่ท่านพบว่ามันว่าง มันเป็นแบบ 1 / 2 / 3 หรือ อาจมีแบบอื่นอีกก็ได้ครับ

ต้องขออภัย ถ้าท่านอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง เพราะเรื่องนี้ เขียนอธิบายเป็นภาษาได้ยากจริง ๆ ครับ


Create Date : 04 เมษายน 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:11:21 น.

เมื่อเข้าใจขบวนการของความคิดแล้ว ทุกข์ก็จะดับเอง

เมื่อเข้าใจขบวนการของความคิดแล้ว ทุกข์ก็จะดับเอง

ในการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์นั้น สิ่งที่ทำให้คนเป็นทุกข์ ก็คือ คนหลงเข้าไปในโลกของความคิดแล้วติดกับอยู่ในความคิดนั้น ๆ ไม่สามารถหลุดออกมาจากโลกมายานี้ได้

++++ ดังนั้น ขั้นต้นของการดับทุกข์ก็คือ การที่คนสามารถหลบหนีออกจากความคิดของตนเองได้

การพัฒนากำลังสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็คือ สิ่งนี้ คือมีกำลังพอที่จะหนีออกจากความคิดของตนเองที่กำลังทำร้ายตนเองอยู่นั้นเอง

++++ ขั้นต่อไปของการดับทุกข์ คือ การเข้าใจ ความเป็นมายาแห่งความคิด เพียงแต่ผู้ปฏิบัติธรรมมีกำลังสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ที่มั้นคงมากขึ้นกว่าเดิมจากข้อ 1 เขาก็จะ <เห็น> ขบวนการทำงานของความคิดของตนเอง และ เข้าใจความเป็นมายาของความคิดของตนเอง เมื่อเขาเข้าใจแล้ว เขาก็จะรู้เองว่า อันว่า ความคิดที่เคยทำให้ตนเองเดือนร้อนอยู่เสมอ ๆ ก็คือ สิ่งที่เป็นมายา ไม่ใช่ของจริง แล้ว เขาจะไม่ยึดถือความคิดเอง

อารมณ์ต่าง ๆ ในจิตใจ กิเลส ตัณหา ล้วนแต่มาจากรากเง้าของความคิดทั้งสิ้น

ที่เขียนมา ดูเหมือนง่าย แต่ที่แท้จริง ไม่ง่ายเลย
เพราะการฝึกฝนเพื่อให้ได้กำลังสัมมาสติ สัมมาสมาธิ เพื่อที่สามารถจะตัดความคิดที่กำลังทำร้ายตนเองอยู่ได้นั้น ต้องเป็นการฝึกฝนที่ถูกต้อง และ มีความเพียรในการฝึกฝนอยู่เสมอ และ ใช้เวลาในการฝึกฝนที่ยาวนาน กว่า ผลของสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จะออกมาและใช้งานได้จริง

***
ท้ายบทความ
ภาพที่พร่ามัว ย่อมมองไม่ชัด
Business objection ไม่ชัดเจนย่อมไม่สามารถพาองค์กรสู่เป้าหมายได้
เป้าหมายการปฏิบัติธรรมที่ผิดพลาด ย่อมไม่ส่งผลที่ตรงในการดับทุกข์ได้จริง




Create Date : 29 มีนาคม 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:11:38 น.

นิทานที่ผมแต่งเอง เรื่อง คนตาบอด

นิทานที่ผมแต่งเอง เรื่อง คนตาบอด

ผมจะเล่านิทานเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมแต่งขึ้นมาเอง เรื่องคนตาบอด

เหตุเกิดในประเทศไทยของเรานี่เอง มีหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมู่บ้านเป็นคนตาบอด คนในหมู่บ้านนี้มีนิสัยอย่างหนึ่งก็คือ พวกเขาชอบมาฟังเรื่องราวที่คนตาดีนำมาเล่าให้ฟังอยู่เสมอ
และคนตาดีในหมู่บ้านนี้ ก็มักจะนำเรื่องราวของความสวยงามของดอกไม้มาเล่าให้เหล่าคนตาบอดฟัง คนตาดีจะเล่าดอกไม้ชนิดโน้นบ้าง ชนิดนี้บ้าง หลากหลายชนิด เมื่อคนตาบอดได้ฟัง ก็อยากเห็นดอกไม้บ้าง

เหล่าคนตาบอดต่างก็ขอร้องให้ตนตาดี ช่วยพาพวกเขาไปดูดอกไม้ให้หน่อย

คนตาดีก็ปฏิเสธ และบอกว่า ผมพาพวกคุณไป พวกคุณก็มองไม่เห็นหรอก พวกคุณต้องไปพบแพทย์ ให้รักษาดวงตาให้เห็นได้ก่อน แล้วผมจะพาไป

คนตาบอดก็รู้สึกไม่ดีต่อตนตาดีคนนั้น แล้วก็เที่ยวไปในหมู่บ้านเพื่อให้คนตาดี พาพวกเขาไปดูดอกไม้ แต่คนตาดีทุกคนในหมู่บ้านต่างก็พูดเหมือนกันหมดว่า ให้ไปรักษาดวงตาให่เห็นได้ก่อน

เหล่าคนตาบอดยิ่งต่างมีความอยากที่จะเห็นดอกไม้ให้ได้ และต่างก็ไม่เชื่อคนตาดีในหมู่บ้านที่บอกให้พวกเขารักษาดวงตาให้เห็นได้ก่อน เหล่าคนตาบอดก็พากันออกเดินทางเป็นหมู่ใหญ่เพื่อไปยังหมู่บ้านอื่น โดยที่พวกเขาหวังว่า จะมีคนที่หมู่บ้านอื่นที่ใจดีเขาพาไปดูดอกไม้ที่พวกเขาอยากจะเห็นกันมาก

เมื่อเหล่าคนตาบอดเดินทางไปถึงหมู่บ้านหนึ่ง พวกเขาก็ได้พบกับคนตาบอดอีกคนหนึ่งที่คนตาบอดคนนี้เชื่อว่า ตัวเขาเองตาไม่บอด ตัวเขาคือคนตาดี

เหล่าคนตาบอดที่เดินทางมาจากหมู่บ้านที่ ก็ขอร้องให้คนตาบอดคนนี้ที่เชื่อว่าเขาคือคนตาดี พาเขาไปดูดอกไม้ให้หน่อย คนตาบอดที่เชื่อว่าตนเองคือคนตาดี ก็กล่าวกับหมู่คนตาบอดที่เดินทางมาพบว่า

"ดอกไม้นะหรือ มันไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย พวกคุณโดนหลอกแล้ว สิ่งทีพวกคุณเห็นกันอยู่ตอนนี้แหละ มันก็คือดอกไม้แหละ

เหล่าคนตาบอดก็พากันกล่าวขอบคุณคนตาบอดคนนี้ แล้วก็เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านของตนเอง เพราะพวกเขาต่างได้เห็นดอกไม้ตามความต้องการแล้วนั่นเอง

นิทานเรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้

***********
เรื่องท้ายนิทาน

คนตาบอด ถ้าเปรียบก็เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไปทีมีความอยากเห็นธรรม
คนตาดี เปรียบได้กับคนที่เห็นธรรมแล้ว คนตาดีจะรู้ดีว่า การเห็นธรรมนั้น ต้องมีดวงตาก่อน เมื่อมีดวงตาแล้ว ก็จะสามารถเห็นธรรมได้
ดอกไม้ เปรียบเหมือน ขันธ์ 5 / นิพพาน

การมีดวงตานั้น ก็หมายถึง การมี .จิตรู้.ที่แยกตัวออกมาจาก.สิ่งที่ถูกรู้.
ซึ่งการแยกตัวออกมาของ .จิตรู้.นี้จะต้องมาจากการความเพียรในสัมมาสติ ในสติปัฏฐาน 4 อย่างต่อเนื่อง

การที่ จิตรู้ เห็น ขันธ์ 5 ที่เป็นปรมัตถ์ธรรมได้ นี่คือ ชบวนการของวิปัสสนา
ซี่ง ถ้าไม่มี จิตรู้ ที่มีความสามารถจะไม่เห็น

เมื่อ จิตรู้ แยกตัวออกมาจากสิ่งที่ถูกรู้แล้ว จิตรู้ จะไปเห็นขันธ์ 5 ก่อน แล้ว จิตรู้ จะพัฒนากำลังความสามารถจนเกิด .ญาณ. แล้ว จึงจะเห็น นิพพาน

คนตาบอดส่วนมาก มักไม่เชื่อในเรื่องที่ว่า การเห็นธรรมนั้น จิตรู้ ต้องแยกตัวออกมาจากสิ่งที่ถูกรู้ก่อน ต่างก็เที่ยวแสวงหาสำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อต้องการปฏิบัติเพื่อให้เห็นธรรม นี่คือทิฐิของคนตาบอด ที่พวกเขาเชื่ออย่างนั้น เมื่อเขาไปพบกับใครทีมีทิฐิเหมือนกับพวกเขา เขาก็จะยอมรับและปฏิบัติตามโดยที่พวกเขาต่างไม่รู้เลยว่า คนที่เขายอมรับก็คือคนตาบอดอีกคนหนึ่งที่พวกเขาต่างเชื่อว่าเขาคือคนตาดีนั่นเองและนำทางเขาไปได้

ภาพในสวนโมกข์ มหรสพทางวิญญาณภาพหนึ่ง ซึ่งเข้าได้ดีกับเรื่องนี้มาก ฝากไว้ให้ดูกันเพื่อพิจารณาเองครับ






Create Date : 10 มีนาคม 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:12:17 น.

จะหลุดจากการเพ่งได้อย่างไร

จะหลุดจากการเพ่งได้อย่างไร

เพิ่งจะหัดดูกายมาได้ประมาณครึ่งเดือนค่ะ ปฎิบัติในรูปแบบ คือการเดินจงกรม
จะรู้สึกตัวได้ดีเวลาเดินทุกครั้ง แต่รู้สึกว่า เวลาที่รู้สึกตัวทำไมมันถึงต่อเนื่อง แบบว่ารู้เป็นนาทีค่ะ
แล้วก็จะหลงไปแล้วมารู้ใหม่ แต่คิดว่าตัวเองไม่เพ่งนะคะ เพราะไม่อึดอัด
เวลารู้สึกตัวมันจะแบบรู้กว้างๆไปทั้งตัวแต่ไม่เกินขอบของร่างกายแล้วก็จะรู้สึกเหมือนมีสมาธิหน่อยๆ
เหมือนกับเวลาเริ่มนั่งสมาธิค่ะ
แต่ เมื่อสักหกวันที่แล้วตื่นขึ้นมาตอนเช้า มีความรู้สึกตัว
กลับรู้สึกอึดอัด แน่นในหน้าอกแน่นในหู ทั้งๆที่ก็รู้สึกเหมือนเดิมแต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามา
คือเมื่อรู้สึกตัวทุกครั้งจะเพ่งตรงที่รู้ทุกครั้ง ไม่ได้เพ่งอวัยวะนะคะ
คือไม่รู้ว่าอยู่ดีๆการเพ่งมันเกิดได้ยังไง พยายามจะไม่ติดตรงที่รู้ แต่พอรู้มันก็อึดอัดทุกครั้ง
จนท้อแล้วค่ะ พอดีได้อ่านบล็อกคุณ เห็นว่าคุณก็เคยเพ่งมาก่อน อย่างนี้ดิฉันควรรู้สึกตัวในแบบนี้ต่อไปดีไหมคะ
คือให้มันหลุดออกจากการเพ่งเอง ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

**************************
ก่อนอื่น ผมขอบอกก่อนว่า สิ่งที่ผมจะตอบนี้
ไม่มีอยู่ในตำราใด ๆ เป็นสิ่งที่ผมพบเห็นเอง
เข้าใจเองจากที่ผมพบมา
ดังนั้น ท่านที่ติดตำราเป็นกะละแมติดฟัน
ขอความกรุณา อย่าได้อ่านเลยครับ
ผมขอร้องละ
****************************
มาอ่านความเห็นของผมดังนี้

อันดับแรก ควรเข้าใจก่อนว่า การเพ่งมีลักษณ์อย่างไร
ขอให้ดูรูปประกอบ เพื่อความเข้าใจ

การเพ่งมี 2 แบบครับ
แบบที่ 1 คือ จงใจเพ่ง หรือ จงใจที่จะรู้สภาวะ
อันนี้เป็นความจงใจที่จะกระทำ
หรือ จงใจที่จะรู้สภาวะ

ยกตัวอย่างเช่น
ผู้ชายเห็นสาวสวยเดินสวนมา ก็จงใจมองไปยังสาวสวยคนนั้น
ผู้หญิงเห็นกระเป๋ามาใหม่ในห้างสรรพสินค้า ก็เดินเข้าไปดูกระเป๋าใบนั้น
เวลาทำงานในสำนักงาน ได้ยินเสียงเบา ๆ ของคนที่ไม่ถูกกันกำลังพูดอะไรอยู่ ก็จะพยายามฟังว่า เขาพูดนินทาเราหรือเปล่า
เวลาปฏิบัติเดินจงกรม ก็พยามยามจับความรู้สึกที่เท้าที่กำลังเดินนั้น
เวลานั่งสมาธิ ก็พยายามจะจับการกระทบของลมหายใจที่ปลายจมูก

การเพ่งแบบนี้ อยู่ที่ตัวผู้ปฏิบัติเองที่จงใจกระทำขึ้นมา กล่าวคือ จงใจที่จะมองอะไรสักอย่าง จงใจที่จะต้องการได้ยินอะไรสักอย่าง จง
ใจที่จะรู้สภาวะในระหว่างฝีกฝนการปฏิบัติธรรม

จะเห็นได้ว่า นี่คือการจงใจเข้ากระทำ อันเป็นอัตตาตัวตน
ที่เข้าไปกระทำนั้น ๆ นั้นเอง


แบบที่ 2 คือ การเพ่งที่เกิดขึ้นเอง ไม่ได้จงใจกระทำในการเพ่งนั้น
(ดูรูปประกอบด้วยครับ )

การเพ่งแบบนี้ ยังแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบโลกียะ
และแบบโลกุตระ

มาดูกันว่า โลกียะ และ โลกุตระ เป็นอย่างไร

แบบโลกียะ ก็คือ การเพ่งที่เป็นไปเอง โดยความรู้สึกนั้นว่า เป็นของเรา ยกตัวอย่างเช่น

เมื่อปวดฟัน หรือ ปวดขาขณะนั่งสมาธิ จิตจะเข้าไปจับอาการปวดนั้นเอง โดยที่เราบังคับไม่ได้เลย มันจะจับสะอย่างละ จะทำอะไรได้
เมื่อจิตไปจับอาการปวดเข้า ก็จะรู้สึกได้ถึงการปวดที่ยาวนาน ต่อเนื่อง ทรมาน และเป็นว่า การปวดนี่ เราเป็นคนปวด เรานี่กำลังทรมานจากการปวดนี้

แบบโลกุตระ ก็คือ การเพ่ง แต่เป็นการเพ่งที่เกิดเองโดย .จิตรู้. ที่แยกตัวออกมาจากสิ่งที่ถูกเพ่งนั้น เรื่องนี้คนที่ปฏิบัติยังไม่ถึง จะเข้าใจยากสักหน่อย หรือ อาจเข้าใจไม่ได้เลย แต่ขอให้อ่านต่อไป อาจพอเข้าใจได้บ้าง
การเพ่งเองด้วย .จิตรู้.นี้ จิตรู้ เขาจะเพ่งสภาวะธรรมของเขาเอง
เมื่อสภาวะธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นมาแล้ว เช่น
เมื่อความคิดเกิดขึ้น จิตรู้ ไปเพ่งความคิดเอง
เมื่ออารมณ์ไม่พอใจเกิดขึ้น จิตรู้ ไปเพ่งจิตปรุงแต่งที่เป็นอารมณ์ไม่พอใจ
เมื่อจิตว่างเกิดขึ้น จิตรู้ ไปเพ่งจิตว่างนั้นเอง
เมื่อเกิดเวทนาทางกายขึ้น จิตรู้ ก็ไปเพ่งเวทนานั้นเอง

การเพ่งโดย จิตรู้ นี้ ที่ว่าเป็นโลกุตระ เพราะว่า เมื่อ ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกได้ว่า จิตรู้ นี้ไม่ใช่ตัวเรา และ สิ่งที่จิตรู้ไปเพ่งก็ไม่ใช่ของเราเลย
และที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ เมื่อจิตรู้ไปเพ่งเวทนาทางกายนั้น ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สึกทรมานจากเวทนานั้นเลย

*****
เมื่อรู้แบบการเพ่งแล้ว ก็มาดูปัญหาที่ถามมา
เมื่อเกิดอาการอึดอัด ไม่สบายกายขึ้นมา
ขอให้ท่านพิจารณาดูว่า มันเข้าลักษณะการเพ่งแบบใดที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งท่านต้องพิจารณาเอาเองครับ

แต่จากที่ผมพบมาโดยมาก นักปฏิบัติใหม่ มักจะเพ่งโดยทีตัวเองไม่รู้ว่ากำลังเพ่ง เมื่อเพ่งแล้วก็ทำให้ปวดหัว มึนงง ไม่สบายขึ้นมาได้

ขอให้ท่านลองสำรวจตัวเองดูในขณะปฏิบัติดังนี้ครับ
1. เวลาเดินจงกรม มีความพยายามจะรู้ความรู้สึกที่เท้าหรือไม่
2. เวลาฝึกมีความเครียด ไม่ผ่อนคลายหรือไม่
การเพ่งนั้นก็คือ ข้อใดข้อหนึ่ง หรือ ทั้ง 2 ข้อครับ

ถ้าเป็นแบบนี้ วิธีแก้ใข ก็คือ ปรับการปฏิบัติใหม่ในขณะเดินจงกรม
ครับ การเดินจงกรมนั้น ก็คือ
การเดินที่เป็นธรรมชาติ + รู้สึกตัว + ให้จิตใจเขารับรู้สภาวะธรรมของเขาเอง โดยไม่ต้องไปพยายามที่จะรู้ สภาวะธรรมที่เกิดที่เท้าเลย

แนะนำให้อ่านเรื่อง "ตัวอย่างการฝึกเพือการรู้กาย"
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=30&group=1&gblog=20

เรื่องวิธีการฝึกฝนด้วยความผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่พยายามรู้สภาวะธรรม แต่ให้จิตเขารู้สภาวะธรรมเองนั้น ผมเคยอธิบายให้คนฟังหลาย ๆ คน แต่ส่วนมากไม่เห็นด้วย หรือ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามจะบอกเขา ดังนั้น ผมจึงฝากไว้ให้พิจารณาก็แล้วกัน

แต่ถ้าท่านที่ถามมา ยืนยันว่า ไม่ได้เพ่งอย่างจงใจเพ่งอย่างแน่นอน
ดังนั้น ก็จะเหลือ การเพ่งที่เกิดเอง (ดูรูปประกอบด้านสีเขียวอ่อน)

ซึ่งถ้าเป็นแบบโลกียะ ก็คงต้องไปสำรวจดูว่า ร่างกายมีอะไรผิดปรกติใหม ที่ทำให้อึดอัด แล้วแก้ใขที่ร่างกาย เช่น ไปพบแพทย์

แต่ถ้าเป็นโลกุตระ การเพ่งด้วยจิตรู้ที่เป็นไปเอง จะไม่ทำให้เกิดการอึดอัดขึ้นมาได้เลยครับ

ถาพประกอบคำอธิบาย


**************
Update

คนที่ฝึกใหม่ๆ ส่วนมาก มันใช้ประสบการณ์ทางโลกนำไปตัดสินการปฏิบัติธรรม ทางโลกนั้น เวลาดู ก็ดูชัด ๆ เวลาฟังก็ฟังชัด ๆ รู้ชัด ๆ
นี่คือ ทางโลก

แต่พอมาปฏิบัติธรรม มันจะไม่ชัดแบบนั้น มันจะเบา ๆ เหมือนไม่ชัด มันเป็นแบบนี้ ซ้ำร้าย คนสอนบางคนยังสอนอีกว่า .ต้องรู้. ยิ่งเป็นการเน้นว่า .ต้องรู้. นี่คือสิ่งเลวร้ายที่ผิดทางสำหรับการฝึกฝนการปฏิบัติธรรมที่ให้ผล

การปฏิบัติธรรมที่ให้ผลได้นั้น จะรู้เบา ๆ ไม่ชัด รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง เช่น การระลึกรู้ลมหายใจ บางครั้งรู้ได้ แต่บางครั้ง กลับไปรู้อย่างอื่นที่ไม่ใช่ลมหายใจ คนใหม่ ๆ พอเป็นแบบนี้ ก็กลัวผิด ก็เลยไปเพ่งซะ
พอเพ่ง ก็ผิดเลย ถ้าไม่เพ่ง คือ รู้เบา ๆ รู้บ้าง ๆ ไม่รู้บ้าง นี่ของถูก แต่ไม่เข้าใจกัน การปฏิบัติจึงไม่ได้ผลออกมา




Create Date : 04 มีนาคม 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:12:31 น.

ตัวอย่างการฝึกเพือการรู้กาย

ตัวอย่างการฝึกเพือการรู้กาย

ผมได้เน้นอยู่ในหลายบทความที่ผมเขียนไว้ blog นี้ว่า
จิตที่ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิและ.จิตรู้ เกิดแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นเหตุเริ่มต้นให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งได้อย่างแท้จริง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญวิปัสสนาที่จะได้ผลต่อไปจนเกิดสภาวะการปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เพื่อการหลุดพ้นแห่งวงจรทุกข์ได้

มีผู้ถามว่า แล้วจะฝึกอย่างไรกันละ เพื่อให้ จิตมันตั้งมั่น ไม่เผลอนาน และ จิตรู้ เกิดได้ ซึ่งผมขอเฉลยว่า ต้องฝึกการรู้กาย ครับ
ผมมีเขียนบทความใน blog นี้เรื่อง กายานุปัสสนาทิ้งไม่ได้เลย ถ้าฐานไม่มั่นคง ลองอ่านเพิ่มเติมได้ครัย

การฝึกกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีหลายวิธีการในการฝึก เช่นการนั่งสมาธิดูลมหายใจ การเดินจงกรม เป็นต้น ซึ่งท่านผู้อ่านจะสามารถหาอ่านได้มากมายใน internet

สำหรับบทความนี้ ผมจะนำเสนอวิธีการฝึกเพื่อการรู้กาย อันเป็นวิธีการที่ผมเคยนำไปสอนผู้ปฏิบัติใหม่ เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย ๆ สามารถปฏิบัติได้ทุกที่
ทุกเวลาที่มีโอกาส จะนั่งท่าไหนก็ได้ ขอให้นั่งให้สบาย จะฝึกตอนว่าง ตอนดู TV ตอนฟังวิทยุก็ยังได้ ตอนเข้าห้องน้ำกำลังถ่ายก็ฝึกได้ ตอนอาบน้ำก็ฝึกได้ ขอให้ฝึกให้มาก ๆ ครับ วิธีฝึกขอให้ดูจากรูปข้างล่างนี้

หลักสำคัญในการฝึกมีอยู่ 2 อย่างที่ละเลยไม่ได้เลย ก็คือ
1 ในขณะฝึก อย่าใจลอย อย่าพูดคุยกับใคร แต่ฟังเขาพูดได้
นั่นคือให้รู้สึกตัวอย่างเป็นธรรมชาติ และสบาย ๆ อย่าได้เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จำไว้นะครับ ต้องเป็นธรรมชาติและสบาย ๆ
2 ในขณะที่กำลังเคลือนมือไปมาเพื่อการฝึก
เมื่อฝึกใหม่ ๆ ท่านอาจจะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ามือได้ ท่านไม่ต้องไปกังวลใจในเรื่องนี้ แต่ผู้ฝึกไม่ว่าจะใหม่เพียงใด ต้องรู้สึกถึงการลูบของฝ่ามือกับแขนได้อย่างแน่นอน การรู้สึก ก็เพียงรู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน ขอให้ลองดูง่าย ๆ ดังนี้ ให้ลองเปิด TV ดูแล้วลูบแขนไปด้วยในขณะดู TV ถ้าท่านยังรู้สึกได้ถึงการลูบการสัมผัสนี้ที่เกิดขึ้น ก็ใช้ได้แล้ว
ขอเพียงให้รู้สึกก็พอ ไม่ต้องไปคิดว่า รู้สึกอย่างไร ถ้าท่านฝึกแล้วรู้สึกได้และรู้สึกด้วยว่าเป็นธรรมชาติ นั่นแหละใช้ได้แล้ว

การฝึกนี้สมควรฝึกบ่อย ๆ ฝึกทุกวัน ทุกโอกาสที่ทำได้ ถ้าท่านมีเวลาสั้น ๆ เข่น 5 - 10 นาที ก็ขอให้ฝึก แต่ขอให้ฝึกจำนวนครั้งให้มากเข้าไว้ ถ้ามีเวลาว่างมากเช่นกำลังดู TV ก็ควรฝึกไปด้วยได้นาน ๆ เพราะการฝึกนี้จะเป็นการสะสมกำลังความตั้งมั่นให้เป็นสัมมาสมาธิ และการเกิดขึ้นของ .จิตรู่. ได้

อย่าลืมนะครับ ว่า การฝึกตั้งสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ รู้สึกตัว และรู้สึกถึงการลูบการสัมผัสได้ ง่ายไหมครับวิธีนี้

ตอนนี้ ถ้าท่านเป็นมือใหม่ในการฝึก อย่าเพิ่งไปดูจิตในตอนนี้ เอาเป็นรู้สึกถึงกายก่อน ให้ฝึกไปมาก ๆ เอาเป็นว่า สัก 3 เดือนขึ้นไป แล้วทีนี้ท่านจะฝึกควบคู่ไปด้วย ทั้งรู้กาย ทั้งรู้จิต ก็พอจะได้แล้วครับ

**** เวลาลูบ ให้ลูบอย่าง นุ่มนวล ทนุทถอมเหมือนกำลังลูบเด็กอ่อนอันเป็นที่รักของเรา ลูบเบา ๆ แต่ให้สบาย ๆ อย่าเกร็ง
อย่าสักแต่ว่าลูบแบบผ่าน ๆ ไปชนิดว่าขอไปที อย่างนี้จะไม่ได้ผลดีสำหรับคนฝึกใหม่ *****

ขออภัยด้วยครับ รูปไม่สวยเท่าใด ผมทำได้แค่นี้เอง


ท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ฝึกก้าวหน้าแล้ว
ขอให้ท่านสังเกตดูครับว่า เมื่อท่านฝึกไปเรื่อย ๆ ท่านจะเริ่มรู้อาการของกายก่อน เช่น เวลากระพริบตาก็จะรู้ได้ เวลาอ้าปากเคี้ยวอาหารก็จะรู้ได้ว่าปากมันขยับไปมา เป็นต้น นี่เป็นการบอกว่า ท่านกำลังฝึกได้ผลแล้วครับ
ขอให้ฝึกต่อไป ฝึกต่อไปนะครับ แล้วผลที่ได้จะยิ่งมากขึ้น มากขึ้น เพราะเป็นการสะสมของสัมมาสมาธิ นั้นเอง



***********
ถ้าลูบมือแล้วเมื่อย จะใช้.ลูบขา.ก็ได้เช่นกัน หรือจะลูบท้อง หรือ อะไรก็ได้
ที่สดวกและสบาย

**********************
ตัวอย่างที่ 2

ท่านอาจใช้การฝึกโดยวิธีกำมือ-แบบมือ ฝึกไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ สบาย ๆ
แทนการลูบแขนก็ได้ วิธีนี้ สามารถใช้ในหลาย ๆ สถานที่ ที่คนเขาไม่สังเกตเห็นได้ เช่น ขณะนั่งรถเมล์ ในขณะเข้าประชุมในบริษัท ขณะรอคิวซื้อสิ้นค้า ในขณะที่กำลังนอนแต่ยังไม่หลับ

จำไว้นะครับ ต้องสบาย ๆ ค่อย ๆ ทำ และรู้สึกตัว และรู้ความรู้สึกเมื่อมีการกำมือ แบบมือ

******************

ตัวอย่างที่ 3 การเดินจงกรม
การเดินจงกรม ก็คือ การเดินกลับไปกลับมาและฝึกฝนการมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิไปด้วยในขณะเดิน
วิธีเดิน ก็คือ เดินธรรมดาแบบที่ท่านกำลังเดินเป็นปรกติอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ต้องช้าเป็น slow motion
แต่ขอให้เดินแบบสบาย ๆ เหมือนท่านเดินสูดอากาศยามเช้าที่บริสุทธิ ท่านไม่ต้องรีบเร่งในการเดิน
เดินไปช้า ๆ สบาย ๆ ในขณะที่เดิน ตาท่านยังคงมองเห็นภาพดีอยู่ แต่ท่านไม่ต้องจ้องมองอะไรเป็นพิเศษ
หูคงได้ยินอยู่ ขอให้ท่านสังเกตว่า ในขณะที่ท่านกำลังเดินนั้น จะมีความรู้สึกสั่นไหวที่กล้ามเนื้อขาด้วย
ในขณะที่เดินจงกรมอยู่
ขอให้เดินแบบนี้กลับไปกลับมา บ่อย ๆ
ในการเดินจงกรมนั้น ท่านสามารถใช้ฝึกในชิวิตประจำวันได้ด้วย เช่น ขณะเดินไปทำงาน เดินในที่ทำงาน
เดินไปรับประทานอาหารกลางวัน หรือ เดินซื้อของกินของใช้

ทีนี้ ท่านอาจเคยฝึกสายวัดป่า ที่เดินจงกรมพร้อมบริกรรมพุทโธ ท่านจะบริกรรม หรือ ไม่บริกรรม มันไม่สำคัญครับ
แต่ที่สำคัญก็คือ ท่านต้องเดินอย่างมีความรู้สึกตัว พร้อมรู้ความรู่สึกจากการทำงานของระบบประสาทต่าง ๆ ของร่างกายของท่าน

ไม่ยากเลยใช่ใหมครับการเดินจงกรม


*********************
ตัวอย่างที 4

ใช้ปลายนิ่งโป้ง และ นิ้วชี้ สัมผัสแตะ - ปล่อย
แตะ-ปล่อย เบา ๆ เป็นจังหวะ ไป ขอให้ทำอย่างสบายๆ อย่าเครียด
อย่าเกร็ง เมื่อท่านแตะนิ่ว ก็จะรู้สึกถึงการสัมผัสที่เกิดขึ้นจากการแตะ
เมื่อนิ้วไม่แตะกัน ความรู้สึกนั้นก็หายไป
ท่านี้จะดี เพราะคนอื่นเขาจะไม่รู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ จึงไม่เป็นที่สังเกตของคนอื่น


*********************

ตัวอย่างที่ 6

ท่านไปหาซื้อพัดมา 1 อ้น ไม่ต้องแพง ราคาสัก 20 -30 บาท
ในขณะทีท่านกำลังนั่งรอพระเพื่อใส่บาตร หรือ นั่งดู TV ที่บ้าน ก็ใช้พัดที่ซื้อมานี้ครับ พัดไปมาเบาๆ เพื่อคลายร้อน หรือ เพื่อไล่ยุง
ในขณะที่พัดอยู่ ขอให้ท่านพัดอย่างสบาย ๆ
ในขณะที่ท่านพัดอยู่พร้อมดัวยความรู้สึกตัว ท่านจะรับรู้ลมทีมากระทบผิวหนังของท่านได้ ตาท่านก็ยังเห็นอยู่ หูท่านก็ยังได้ยิน เมื่อมื่อท่านส่ายไปมาในขณะที่พัด ท่านก็รู้สึกถึงการเคลื่อนการไหวของมือได้ด้วย

เมื่อท่านใช้พัด ท่านก็ลดการใช้พัดลมได้ เท่ากับประหยัดไฟฟ้าที่ใช้ แถมยังเป็นการฝีกฝนกายานุปัสสนาสติปัฏฐานไปในตัวทีเดียว

วิธีใช้พัดนี้ ดีมากสำหรับประเทศไทยทีมีอากาศร้อน เมื่อท่านฝึกใช้พัด มันจะเป็นธรรมชาติและคนที่เห็นท่านจะไม่รู้ว่าท่านกำลังฝึกอยู่
ดังนั้น ท่านใช้ในการฝึกยังสถานที่ต่าง ๆ ในทีชุมชนได้เป็นอย่างดี

***********************
ตัวอย่างที่ 7
ถ้าท่านมีเศษกระดาษที่ใช้เขียนแล้วไม่ใช้ หรือ ถุงอลูมิเนียมบาง ๆ ที่เขาใส่กาแฟ หรือใส่ครีมใส่กาแฟ ท่านเอามา 1 แผ่น แล้วขยำให้มันเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดพอเหมาะ ให้ท่านลองกำลูกกลม ๆ นี่ในมือ
ขอให้กำได้สบาย ๆ ไม่ใหญ่ไป ไม่เล็กไป เนื่องจากกระดาษ หรือ ถุงอลูมิเนียมจะมีความแข็งเล็กน้อย เมื่อท่านขยำเป็นก้อนกลม มันจะไม่เรียบ ผิวของมันจะขรุขระ เมื่อท่านกำในมือจะรู้สึกได้ดี
ในการฝึกในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะดูทีวี ก็กำลูกกลม ๆ นี้เล่นไปมา ตาก็ดูทีวีไปด้วย มือก็กำลูกกลมนี้เล่นไปด้วยอย่างสบาย ๆ

******************

ตัวอย่างที่ 8 ท่าฝึกของท่านเอง สำหรับที่ท่านการฝึกฝนมาแล้วอย่างมากและมีความขยันหมั่นเพียรในการฝึก เช่น ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปแล้ว ในการฝึกในระดับนี้ ท่านสามารถประยุกต์ท่าฝึกต่าง ๆ ขึ้นมาได้เอง เพราะท่านจะเข้าใจว่า การฝึกที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ขอให้ท่านหาท่าฝึกที่เหมาะกับท่าน แล้ว ให้ท่านฝึกท่าของท่านเอง

***********************
**หลักการและเหตุผล**


จากภาพ
ในขณะที่เราฝึกลูบหรือฝีกสัมผัสร่างกาย จะมีความรู้สึกเกิดขึ้นจากการสัมผัสหรือความรู้สึกที่เกิดจากการลูบ ซึ่งความรู้สึกนี้จะรู้ได้ด้วย.จิตรู้.
เมื่อท่านฝึกจะเป็นการกระตุ้น.จิตรู้.
เมื่อท่านฝึกไปมาก ๆ .จิตรู้.จะเกิดเด่นขึ้นและมีกำลังมากขึ้น จนสามารถแยกตัวออกมาได้เอง

สำหรับคนปรกติที่ไม่ได้ฝึกฝน เขาจะรู้แต่ด้านขวามือ อันเป็นการทำงานตามปรกติของปุถุชนทั่ว ๆ ไปนั้นเอง อันเป็นการทำงานในขันธ์ 5 ซึ่งสัญญาขันธ์ และ สังขารขันธ์ จะเป็นตัวทำให้คนปรกติรับรู้เรื่องราว รับรู้ความหมายในเรื่องที่รับเข้ามาได้

***********

ถ้ามีข้อสงสัยในการฝึก ขอให้ถามมาในห้องรับแขก ผมจะไขความกระจ่างไห้

*****
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม
วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ จะเริ่มต้นอย่างไรดี - มุมมือใหม่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=01-2010&date=20&group=5&gblog=69

เมื่อเดินตามวิถีแห่ง.มรรค. .ผล.ก็จะเกิดตามมาเอง - มุมมือใหม่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=01-2010&date=11&group=5&gblog=61




Create Date : 30 พฤษภาคม 2552
Last Update : 29 มกราคม 2

๗ วิธีตายอย่างสบายใจ

๗ วิธีตายอย่างสบายใจ





๗ วิธีต่อไปนี้ ไม่ได้มีไว้ให้คนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตายเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับคนที่ไม่คิดว่ากำลังจะตายเร็วๆนี้ด้วย

๗ วิธีต่อไปนี้ เหมาะแม้สำหรับคนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย และอยากเตรียมใจพร้อมรับความตายโดยปราศจากความกระวนกระวาย เพราะทุกวิธีไม่มีคำขอร้องให้ใครอยู่ต่อ มีแต่การนำเสนอข้อเท็จจริงสำหรับเตรียมใจก่อนตายสถานเดียว

๗ วิธีต่อไปนี้ จะยืนพื้นอยู่บนความสามารถทำได้จริง ไม่ว่าคุณจะเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายอย่างไร เราจะหยุดกันแค่ที่การได้ตายอย่างสบายใจ อันควรเป็นยอดปรารถนาสุดท้ายของชีวิต ส่วนความจริงที่ปรากฏหลังตายจะตรงหรือไม่ตรงกับความเชื่อของใคร ค่อยปล่อยให้รู้เฉพาะตน

๗ วิธีต่อไปนี้ เพียงข้อใดข้อหนึ่งที่คุณทำได้ ก็พอเชื่อว่าคุณจะสบายใจในขณะเผชิญหน้ากับความตาย และหากทำได้มากกว่าหนึ่งข้อ ก็เป็นประกันได้ว่าไม่ใช่แค่สบายใจอย่างเดียว ความตายของคุณจะฝากรอยยิ้มไว้ให้โลกดูด้วยความประทับใจไปอีกนานทีเดียว



วิธี่ ๑) ตระหนักว่าความสบายใจเกิดขึ้นได้อย่างไร

แม้มีเวลามากมายเหลือเฟือในชีวิตที่มนุษย์จะฝึกทำความสบายใจ ก็ยากนักที่เราจะเห็นคนเก่งบรรลุการฝึก ยากนักที่เราจะเห็นใครสามารถทำใจให้สบายได้ตามต้องการ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าขณะจวนอยู่จวนไปใกล้ตายเต็มทน เวลาเพียงน้อยนิดย่อมไม่พอสำหรับการทำใจให้สบายได้ทันการณ์เป็นแน่

ความสบายใจเกิดจากการไม่มีเรื่องให้ห่วง แต่ปัญหาคือชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยเรื่องน่าห่วง โดยเฉพาะในยามใกล้ตาย ไหนจะสมบัติข้างหลัง ไหนจะหวังให้ชีวิตยืดยาวต่อไปข้างหน้า

เมื่อเป็นเช่นนั้น วิธีง่ายๆที่จะหายห่วงก็คือแยกให้ออกว่า ‘เรื่องน่าห่วง’ กับ ‘อาการเป็นห่วง’ มิใช่สิ่งเดียวกัน เป็นต่างหากจากกัน แม้ยังมีเรื่องน่าห่วงก็ไม่จำเป็นต้องไปห่วงมัน โดยเฉพาะขณะกำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน ต้องการความสบายใจเป็นที่หนึ่ง

คุณต้องตระหนักในโทษของอาการห่วงให้ดี ว่ามันทำเอาเราไม่สบายใจไปเปล่าๆ ความตระหนักจะทำให้เกิดความฉลาดเลือก และแน่นอนว่าจิตที่ฉลาดย่อมเลือกความสบายใจมากกว่าอาการห่วงกังวล มันฟังง่ายเหมือนเอากำปั้นทุบดิน แต่ก็ได้ผลจริง คือดินยุบลงไปจริงๆ

ที่ผ่านมาจิตของคุณมัวแต่จดจ่อกับบุคคลหรือวัตถุนอกตัวอันเป็นที่ตั้งของความกังวล ซึ่งก็เท่ากับเลือกรักษาอาการกังวลเอาไว้ ทีนี้ถ้าหันกลับเข้ามาข้างใน เห็นความกังวลเป็นของแปลกปลอมที่เข้ามารบกวนความสบายใจ เห็นบ่อยเข้าใจคุณก็ถอนตัวออกมาจากอาการกังวลได้เอง

ลองดูแล้วจะรู้ กล่าวโดยสรุปย่นย่อคือมองให้เห็นตัวความกังวลในใจ เห็นเป็นของแปลกปลอมรบกวนจิต เห็นโทษของมัน แล้วมันจะหายไปเอง เมื่อใดความกังวลหายไป เมื่อนั้นความสบายใจก็ปรากฏว่ามีอยู่แล้วโดยเดิมตามธรรมชาติ



๒) ระลึกถึงความดีที่ทำมา

ขอบอกไว้ล่วงหน้าเลย ว่าสิ่งที่คุณจะเห็นขณะจิตยกขึ้นสู่วิถีแห่งมรณะ คือนิมิตการกระทำที่ผ่านมา อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากหลาย ทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ใกล้หมดสติ และพบว่าเรื่องราวตั้งนมนานผ่านแวบเข้ามาในหัวได้อีก ทั้งที่ปกติหลงลืมไปอย่างสนิทแล้ว แม้เหตุการณ์ช่วงเพิ่งลืมตาดูโลกไม่นานก็เอาหมด

ฉะนั้นแทนการให้จิตซึ่งใกล้หมดสติสุ่มเลือกการกระทำขึ้นมาแสดง ซึ่งอาจมีทั้งดีทั้งร้ายคละกัน คุณก็ชิงนึกถึงแต่ตอนที่คุณตัดสินใจดีๆไว้ก่อน เอาเฉพาะที่คุณเคยเลือกปฏิเสธเครื่องยั่วใจให้ผิดศีลผิดธรรม หรือที่คุณเลือกอภัยแทนที่จะแก้แค้น หรือที่คุณเลือกช่วยเหลือผู้คนแทนที่จะทอดทิ้งพวกเขา การหมั่นระลึกถึงกรรมดีในอดีต จะช่วยให้เกิดความเคยชิน พอถึงเวลาใกล้จิตดับ อำนาจความเคยชินนั้นจะดึงเอาความทรงจำด้านดีออกมาจากคลังกรรมมากมาย เรียงรายเป็นคิวยาวเหยียด

ทุกคนเคยทำชั่ว อย่าไปเสียเวลานึกถึงมัน ถ้าอดนึกไม่ได้ก็ขอให้เป็นการสำนึกผิดครั้งสุดท้ายแล้วหันเหไปกลบทับเสียด้วยการระลึกถึงคุณงามความดีที่เป็นคู่ตรงข้าม แล้วถามตัวเองอีกด้วย ว่าในความดีหนึ่งๆซึ่งเคยทำไว้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณจะดีกว่าที่เคยได้อย่างไร ยิ่งจินตนาการได้ชัด ใจคุณจะยิ่งดำดิ่งลงไปในน้ำทิพย์แห่งความดีชนิดนั้นๆ บังเกิดความปีติยินดีทวีขึ้นกว่าที่เคย

หากนึกไม่ออก หรือลำบากมากนัก ก็อาจใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในปัจจุบันนั้นเอง พูดให้ใครก็ได้รู้สึกดี หรือทำอะไรก็ได้ให้ใครสักคนรับประโยชน์จากชีวิตอันเหลือน้อยของคุณ คราวนี้คุณจะได้ไม่ต้องเค้นระลึกถึงอดีตฝังลืมต่างๆอีกต่อไป เอากรรมดีที่เกิดขึ้นสดๆนั่นแหละเป็นใบเบิกทางสู่ธงชัยแห่งความสว่าง

ด้วยข้อวิธีนี้ คุณจะพบกับความจริงด้วยความเต็มตื้น ว่าเพียงด้วยการระลึกถึงความดีให้ออกบ่อยๆ ยิ่งบ่อยเท่าไร ความสบายใจก็จะยิ่งทวีขึ้นเท่านั้น เพราะค่าของคนอยู่ที่ผลของการทำดีไว้กับโลกนั่นเอง



๓) ยอมรับความจริง

ความจริงเป็นสิ่งที่น่ายอมรับที่สุด เพราะอย่างไรมันก็ต้องเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่สิ่งที่น่ายอมรับที่สุดนั่นแหละ ที่มนุษย์มักปฏิเสธยิ่งกว่าอะไรอื่น ราวกับจิตใจห่อหุ้มไปด้วยเมฆหมอกแห่งการหลอกตัวเองหนาทึบ

เคยได้ยินไหมว่าคนใกล้ตายไม่โกหก? รู้ไหมเพราะอะไร? เพราะจิตของคนใกล้ตายเห็นสัจธรรมบางอย่าง นั่นคือชีวิตทั้งหมดเป็นการโกหกอยู่แล้ว พวกเราถูกหลอกว่ามี พวกเราถูกหลอกว่าเป็น ทั้งที่ไม่เคยมีและไม่เคยเป็นอะไรสักอย่าง วันแห่งความตายคือวันแห่งการเปิดเผยความจริง ทุกสิ่งจะหลุดจากกำมือของเราไป ประโยชน์อะไรกับการพยายามพูดโกหก ปั้นเรื่องเท็จซ้อนเข้าไปในเรื่องเท็จอีก

จะเริ่มฝึกยอมรับอะไรก็ได้ ตั้งต้นจากคนที่เข้ามาหาคุณในช่วงท้ายๆ ลองเริ่มคิดถึงสิ่งที่คุณหลอกเขาไว้ หรือสิ่งที่คุณยังกำเป็นความลับที่ทำให้เขาเสียประโยชน์ แล้วพูดความจริงให้เขาฟัง คำจริงที่หลุดจากปากคุณแต่ละครั้ง คือการสลายม่านหมอกแห่งความลวงออกทีละน้อย ทั้งจากใจเขาและจากใจคุณเอง

ยิ่งยอมรับผิดมากขึ้นเท่าไร ใจคุณจะยิ่งเห็นความจริงปรากฏชัดขึ้นเท่านั้น และความจริงอันสำคัญที่ควรรู้ ก็คือทุกสิ่งต้องปรวนแปรไป ความจริงที่ว่ามนุษย์ทุกคนต้องตาย หากคุณไม่เคยยอมรับความจริงเหล่านั้นได้ ก็จะพบว่าง่ายขึ้นหลังจากทยอยพูดความจริงออกไปเรื่อยๆ กระทั่งเกิดพลังสัจจะ ย้อนกลับมาช่วยเป็นแสงสว่างให้คุณเห็นทุกสิ่งกระจ่างขึ้น

การยอมรับความจริงย่อมทำให้ใจคุณสบายกว่าตอนไม่ยอมรับ ความจริงไม่เคยน่าหวาดกลัวสำหรับนักยอมรับ ความจริงเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่าก่อนคุณเกิดหรือหลังคุณตาย ระหว่างมีชีวิตคุณเคยทำให้ความจริงบิดเบี้ยวไปเพียงใด ก็ขอให้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายดัดมันให้กลับตรงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เถิด ผลจะเกิดเป็นจิตที่สบายของคุณเอง



๔) เผื่อใจให้กับการมีอยู่ของปรโลก

การอยู่กับฉากต้นๆและฉากกลางๆของละครชีวิต จะไม่ช่วยให้คุณนึกถึงละครเรื่องใหม่ ต่อเมื่อคุณอยู่กับฉากท้ายๆใกล้จบ นั่นแหละความรู้สึกเกี่ยวกับการเล่นและการชมละครเรื่องใหม่ จึงค่อยๆผุดชัดในใจคุณ แม้ยังไม่อาจคาดเดาว่าเรื่องใหม่จะเป็นอะไร แต่อย่างน้อยคุณก็เลิกสำคัญเสียที ว่าโรงละครโรงใหญ่แห่งนี้มีแต่เรื่องเดิมได้แค่เรื่องเดียว

ขณะใกล้ตายเป็นช่วงแห่งสังหรณ์ โดยเฉพาะสังหรณ์เกี่ยวกับภพข้างหน้า คุณจะมองเห็นรากของอนาคตที่ปรากฏอยู่ในความรู้สึกอันเป็นปัจจุบัน ใจที่สงบจะชวนให้คุณนึกถึงแสงสว่างและสภาพแวดล้อมน่ารื่นรมย์ ใจที่กระสับกระส่ายจะชวนให้คุณนึกถึงม่านมืดและสภาพแวดล้อมชวนขนหัวลุก ส่วนใจที่ครึ่งๆกลางๆเดี๋ยวสงบเดี๋ยวกระสับกระส่ายจะไม่ชวนให้คุณมั่นใจนักว่ากำลังจะต้องเผชิญกับอะไรกันแน่

ขณะยังมีชีวิตช่วงต้นและช่วงกลาง ถ้าไม่รู้ก็ถือว่าไม่ผิด ถ้าไม่คิดถึงโลกหน้าก็อ้างได้ว่าต้องเอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่น แต่สำหรับช่วงท้ายๆ การไม่คิดถือว่าประมาท เวลาที่เหลือเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้มากกว่าทบทวนหรือเตรียมตัวเผชิญอนาคตเสียให้ดี หากไม่รู้อะไรเสียเลย ก็อาจถือได้ว่าเป็นความผิดใหญ่หลวง

เว้นไว้แต่พวกมิจฉาทิฏฐิ ที่วันๆเอาแต่ตะล่อมบอกให้ใครต่อใครเชื่อว่าเกิดหนเดียวตายหนเดียว ยามใกล้ตายคนทั่วไปไม่มีใครกล้าอวดดื้อถือดี สั่งให้ตนเองเชื่อว่าตายแล้วตายเลย ทุกคนจะหมดความทะนงหลงมั่นใจในความเชื่อของตัวเองไปพร้อมกับเรี่ยวแรงที่ถดถอย ในเมื่อร่างกายที่เคยบัญชาให้เคลื่อนไหวตามใจนึกได้ ก็กลายเป็นบัญชาไม่ได้อีกต่อไป สำหาอะไรกับจิตวิญญาณกับกรรมเก่าที่เหมือนเงาตามกันอยู่ ใครเล่าจะควบคุมให้มันหยุดตามกันได้?

ความเชื่อเรื่องตายแล้วสูญ นับเป็นศรัทธามืดอันเกิดจากความไม่รู้จริง ไม่เคยตายจริง ผู้มีศรัทธามืดได้ชื่อว่าเป็นผู้ปิดใจ การปิดใจจะทำให้รู้สึกคับแคบ ไม่อาจสบาย และไม่อาจหายสงสัยว่าเรื่องจริงหลังความตายคือการยุติ หรือว่าคือการเริ่มละครเรื่องใหม่กันแน่

การเผื่อใจนับเป็นการลดแรงต้านลงได้มาก การลดแรงต้านลงก็คือการไม่ต้องออกกำลังต่อสู้กับความไม่รู้ มันช่วยผ่อนคลายจิตใจให้สบายขึ้นได้จริง อย่างน้อยก็เลิกเถียงกับตัวเองเกี่ยวกับการมีหรือไม่มีชีวิตหลังความตาย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดให้คุณเห็นในไม่ช้า ความเชื่อที่ขัดกับความจริงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่มีใครนำไปใช้ต่อสู้กับสัจธรรมได้เลย



๕) อภัยโลก

โลกนี้โกลาหลด้วยการกระทบกระทั่ง และในเมื่อทุกคนอาศัยอยู่ในโลก จึงต้องถูกโลกกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แล้วโลกก็เต็มไปด้วยไอร้อนของควันไฟอันเกิดจากใจแค้นเคือง ไม่ค่อยมีที่ไหนฉ่ำเย็นด้วยกระแสน้ำแห่งการให้อภัยเท่าใดนัก

ปกติคนใกล้ตายจะไม่นึกอยากเอาเรื่องเอาราวกับใครอีก เพราะในไม่ช้าก็จะต้องอยู่คนละโลกกันแล้ว เหมือนเอื้อมมาแตะต้องกันไม่ได้อีกแล้ว การตายของคนๆหนึ่งคือการปิดเกมแห่งการเบียดเบียน เหมือนนักมวยที่แขวนนวม เลิกใช้ชื่อเดิมขึ้นเวทีอย่างเด็ดขาดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความพยาบาทอาฆาตอาจทำให้เรื่องปกติผิดปกติไป หลายคนยังผูกใจเจ็บ ยังนึกไปในทางเคียดแค้นอยากเอาคืน เสียดายไม่อยากตายตอนนี้ ยังไม่ทันได้เอาคืน หรือกระทั่งคิดเลยเถิดถึงขั้นประกาศศักดาชัด ว่าคอยดู เดี๋ยวกูเป็นผีก็จะมาเอามึงคืนอยู่ดี!

ก่อนกายนี้สิ้นลม เรารู้ว่าวิญญาณอาฆาตมีจริงด้วยความคิดฝังใจไม่อภัยศัตรู สิ่งที่ไม่รู้ก็คือหลังกายนี้สิ้นลม วิญญาณอาฆาตนั้นยังมีจริงต่อไปไหม นี่แหละ! คนเราทนทุกข์ทนร้อนด้วยไฟโกรธขณะมีชีวิตไม่พอ แม้ธรรมชาติให้โอกาสจบทุกข์จบร้อนด้วยความตาย ก็ยังอุตส่าห์อยากเติมเชื้อไฟต่อเข้าไปอีก

สิ่งเดียวที่ประกันความรู้ได้แน่นอน ก็คือระหว่างยังไม่ตายนี้ คุณสามารถดับวิญญาณอาฆาตลงได้ด้วยความคิดให้อภัย และเมื่อเชื้อแห่งทุกข์ร้อนดับลงแล้ว หลังตายก็ไม่น่าหลงเหลือวิญญาณอาฆาตอยู่ ณ ที่ใดอีก

ค่อยๆนึกถึงใครก็ได้ที่คุณผูกใจเจ็บอยู่ และที่ผ่านมาไม่เคยนึกอยากให้อภัย แม้ว่าเขาหรือเธอจะเป็นอดีตที่ฝังลืมไปแล้ว ปัจจุบันคุณไม่นึกถึงอีกแล้ว ก็ขอให้ขุดเขาและเธอขึ้นมาระลึกถึง นึกให้ออกทีละคน หากโทร.ได้ทันก็โทร.ไปขออภัย ขออโหสิต่อกันยิ่งดี

คุณจะพบว่าทุกคนประกอบขึ้นเป็นโลกในใจคุณ ยิ่งคิดอโหสิได้มากคนขึ้นเท่าไร คุณจะยิ่งทิ้งร่างนี้ไปด้วยใจอภัยโลกเต็มดวงขึ้นเท่านั้น และสิ่งที่คุณจะรับรู้ก่อนตาย ก็คือใจที่สบายหายห่วง แต่ละครั้งที่คุณพูดกับปาก หรือเพียงนึกด้วยใจบริสุทธิ์แท้จริง ว่าเลิกแล้วต่อกันนะ ไม่มีภัยเวร ไม่มีเส้นสายมืดดำโยงใยระหว่างใจกันอีกแล้วนะ คุณจะชื่นมื่น เห็นความเป็นโมฆะแห่งภัยเวรมากขึ้นเรื่อยๆ จนสว่างจ้าออกมาจากกลางใจชัดเจนทีเดียว



๖) ฝึกสติก่อนหลับ

หากหมอบอกว่าคุณเหลือเวลาอีกไม่มาก นั่นก็คือคุณไม่มีทางพยากรณ์ ว่าการหลับครั้งใดจะเป็นการหลับครั้งสุดท้าย ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันว่าหลับลงครั้งต่อไปคุณจะได้ตื่นขึ้นมาอีกหรือเปล่า

แม้สำหรับคนที่บอกตัวเองว่ายังอยู่ได้อีกนาน เขาก็ยังหลับทั้งคิดว่าจะต้องตื่น แต่ลงเอยตอนเช้าก็ทิ้งร่างที่ปราศจากวิญญาณ เป็นภาระให้คนข้างหลังช่วยกันแบกลงจากเตียงไปเข้าโลง แต่ละวันมีการตายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวทั่วโลกเป็นจำนวนมาก ใช่ว่าแค่สิบคน ใช่ว่าแค่ร้อยคน ใช่ว่าแค่พันคน แต่นับได้เป็นแสน!

ฉะนั้นการฝึกสติเสียในขณะที่ยังมีสติให้ฝึก จึงเป็นนโยบายที่ดีที่สุด นับว่ารอบคอบสูงสุด

การหมดสติเพื่อหลับ กับการหมดสติเพื่อตาย มีความเหมือนกันคือ ‘หมดสติ’ ฉะนั้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการใกล้หมดสติ หากพยายามตั้งสติไปจนถึงเสี้ยววินาทีสุดท้าย ย่อมเป็นกำไร ย่อมเป็นการกลั่นค่าของชีวิตมาใช้จนถึงที่สุด

สติที่ยอดเยี่ยมทางพุทธ คือสติระลึกรู้ความไม่เที่ยง ความมีอันต้องดับไป เมื่อกำลังรู้สึกถึงสิ่งใด ก็ควรรู้ให้ชัดว่าสิ่งนั้นเป็นสมบัติของความตาย ไม่ใช่สมบัติของตัวตน และก่อนสติใกล้ดับ ไม่ว่าดับเป็นหรือดับตาย สิ่งที่เหลือให้ระลึกได้ชัดไม่มีอะไรเกินไปกว่าลมหายใจอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงให้ระลึกถึงลมหายใจบ่อยๆ เป็นการสร้างความคุ้นชินไว้กับสิ่งที่จะเป็นสรณะได้ทั้งยามอยู่และยามไป

หากระลึกนึกถึงลมหายใจ ว่าเฮือกนี้อาจเป็นเฮือกสุดท้ายที่คุณจะรู้ กับทั้งระลึกว่าคุณอาจไม่รู้สึกถึงลมหายใจไหนๆอีก นั่นเท่ากับเป็นการซักซ้อมเตรียมตายได้ใกล้เคียงของจริง ขอให้สังเกตดูเถิด หากมีสติรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกได้อย่างสบาย แม้ก้าวลงสู่ความหลับในบัดนั้น ก็เหมือนครึ่งหนึ่งของสติยังไม่ขาดสายหายไปไหน แม้ต้องเกิดนิมิตฝัน ก็เป็นนิมิตฝันอันสวยงาม แต่หากจะไม่เกิดนิมิตฝัน ก็เหลือแต่ความว่างอันแสนสบายของจิตอันสว่างรุ่งโรจน์อยู่

ถ้ายังมีโอกาสหลายคืนก่อนตาย แล้วคุณใช้ทุกคืนให้เป็นประโยชน์โดยไม่ทิ้งขว้าง คุณจะทราบว่าในนาทีเข้าด้ายเข้าเข็ม จวนเจียนสิ้นเลือดสิ้นเนื้ออยู่นั่นเอง ไม่มีอะไรในโลกเป็นที่พึ่งให้กับคุณได้ดีกว่ากำลังสติ ผู้มีสติก้าวลงสู่ความตาย คือผู้สบายใจว่าตนมีที่พึ่งให้ตัวเองแน่



๗) ปล่อยวางทุกสิ่ง

สภาพที่เหมือนยังอยู่ได้อีกนาน จะชวนให้หลงนึกว่าทุกสิ่งเป็นจริงไปหมด อะไรๆเป็นของคุณไปหมด คุณจะไม่มีสักแวบที่เอะใจคิด ว่าเวลาในชีวิตเหลือน้อยลงทุกวินาที ทีละคืบทีละคลาน

กระทั่งเวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ นับได้เป็นวัน หรือนับได้เป็นชั่วโมง เมื่อนั้นสภาพใกล้ตายจะฟ้องชัดว่ากายใจในชาตินี้หาใช่สมบัติที่แท้จริงของคุณไม่ แม้ชีวิตยังไม่ใช่ของคุณ แล้วอะไรในชีวิตที่ควรอ้างว่าเป็นของคุณเล่า?

ความเกิดและความตายแห่งสรรพสิ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ จักรวาลนี้เกิดมาได้อย่างไร และจะตายไปด้วยท่าไหน ก็ยังเป็นที่ถกเถียงในระหว่างนักวิทยาศาสตร์ไม่รู้จบ คิดไปคิดมาคุณอาจได้คำตอบว่า ‘ความไม่รู้’ นั่นแหละที่ก่อให้มีการเกิดการตาย

ถ้ารู้ว่าจะแก้ไขไม่ให้ต้องตายได้คุณคงรีบทำ แต่คิดไปคิดมาคุณจะเห็นทางเดียวที่ไม่ต้องตาย ก็คือต้องไม่เกิด เพราะเกิดขึ้นแล้วอย่างไรก็หลีกหนีความตายไปไม่พ้น ต่อให้อาศัยเทคโนโลยีแช่แข็ง ต่อให้อาศัยเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะ หรือต่อให้อาศัยเทคโนโลยีชะลอความแก่ใดๆ คุณก็ต้องพบกับการคัดค้านจากก้นบึ้งของจิตใจ ไม่มีใครอยากทนจำเจอยู่กับความเป็นอมตะอย่างไร้จุดหมายอยู่ดี

ธรรมชาติคือธรรมชาติ เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยประกอบประชุมกัน แล้วไม่ช้าก็เร็วต้องดับลงเป็นธรรมดา ธรรมชาติแห่งความมีชีวิตก็เช่นกัน หาใช่ดำรงอยู่เพื่อเป็นอมตะไม่ ชีวิตดำรงอยู่ด้วยพลังของเหตุผล เมื่อหมดเหตุผลที่จะดำรงอยู่ ก็ต้องเสื่อมสลายไปสู่ความเป็นอื่นในที่สุด

บางคนทำใจได้กับการตายจากไปของตัวเอง แต่กลับทำใจไม่ได้กับการมีชีวิตอยู่ของคนข้างหลัง นั่นเป็นเครื่องชี้ว่าการทำใจควรครอบคลุมให้ทั่วหมด ไม่ใช่ทำใจได้เฉพาะส่วนของตัวเอง แต่ต้องทำใจให้หายห่วงได้กับการสิ้นไปของคนอื่นด้วย

แค่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง คุณก็คิดต่อได้แล้ว ว่าตัวเราเป็นอย่างไร คนอื่นก็อย่างนั้น ในเมื่อคุณต้องตาย นึกหรือว่าคนอื่นจะอยู่รอดปลอดภัย พ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชไปได้? อย่างไรวันหนึ่งพวกเขาก็ต้องตายตามคุณ หายไปจากโลกนี้ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหลือใครไว้ห่วงใครเลยสักคน

แม้ความมีความเป็นในอนาคตหลังความตายก็เช่นกัน ถ้ายังมีเกิดอีก ก็แปลว่ายังต้องมีตายอีก จึงควรรู้ให้ได้ก่อนสิ้นลมว่า ที่ต้องเกิดก็เพราะไม่รู้ หลงนึกว่ามีเราเคยเกิดมา และมีเรากำลังจะตายไป แถมสำคัญว่ามีเราไปเกิดใหม่อีก

เมื่อกลับความเห็นเสียได้ทัน เปลี่ยนจากความไม่รู้มาเป็นความรู้ ว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีตัวคุณเกิด มีแต่กายใจชุดหนึ่งประชุมกันเกิด และที่กำลังจะต้องเผชิญก็หาใช่ความตายของคุณ มีแต่กายใจชุดหนึ่งแยกตัวกันสู่ความดับ เมื่อนั้นจิตย่อมเป็นอิสระที่จะดับลง โดยไม่ต้องสืบสายความเข้าใจผิดด้วยการอุบัติของจิตดวงใหม่ เข้าไปประชุมกับรูปกายใหม่ เพื่อชดใช้ความไม่รู้และความสำคัญผิดสืบๆไป

ความสบายใจที่เกิดจากการปล่อยวางได้ทุกสิ่ง ด้วยการกำจัดอวิชชา ด้วยการเปลี่ยนความไม่รู้เป็นความรู้แจ้ง นับเป็นความสบายใจขั้นสูงสุด เหมือนคุณได้ลิ้มอีกรสหนึ่งที่ประหลาดและแตกต่างไปกว่าเคย ขอเพียงรู้จักรสนั้นครั้งเดียว ก็แปลว่าคุ้มทั้งชีวิตคุณแน่แท้แล้ว คุณจะไม่เสียดายแม้ต้องตายไปเดี๋ยวนี้



ความสบายใจ

เป็นสิ่งแรกที่ ‘ควรมี’

ระหว่างชีวิตยังไม่สิ้น

และเป็นสิ่งสุดท้ายที่ ‘ต้องมี’

ขณะกำลังสิ้นชีวิตลง




โดย ดังตฤณ ผู้โพสต์ขออนุญาตนำมาโพสต์ต่อเพื่อเป็นธรรมทาน
ที่มา http://dungtrin.com/empty3/24.htmคำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต 

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย