แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการดื่มน้ำ

 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการดื่มน้ำ




ประมาณ90%ของการเกิดหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นในช่วงเช้า และสามารถลดลงได้ถ้าดื่มน้ำ1-2แก้ว

คุณรู้ไหมว่า 
ดื่มน้ำให้ถูกเวลาสามารถทำให้ร่างกายมีประสิทธิภาพ

ดื่มน้ำ1แก้วหลังตื่นนอนช่วยทำให้อวัยวะต่างๆเริ่มทำงาน

ดื่มน้ำ1แก้วก่อนมื้ออาหารช่วยย่อย

ดื่มน้ำ1แก้วก่อนอาบน้ำช่วยลดความดันโลหิต

ดื่มน้ำ1แก้วก่อนนอนป้องกันหลอดเลือดสมองตีบตันและหัวใจล้มเหลว

ส่งให้กับคนที่คุณเป็นห่วง

และลงมือทำเลย

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการดื่มน้ำ





เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการดื่มน้ำ
ประมาณ90%ของการเกิดหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นในช่วงเช้า และสามารถลดลงได้ถ้าดื่มน้ำ1-2แก้ว

คุณรู้ไหมว่า 
ดื่มน้ำให้ถูกเวลาสามารถทำให้ร่างกายมีประสิทธิภาพ

ดื่มน้ำ1แก้วหลังตื่นนอนช่วยทำให้อวัยวะต่างๆเริ่มทำงาน

ดื่มน้ำ1แก้วก่อนมื้ออาหารช่วยย่อย

ดื่มน้ำ1แก้วก่อนอาบน้ำช่วยลดความดันโลหิต

ดื่มน้ำ1แก้วก่อนนอนป้องกันหลอดเลือดสมองตีบตันและหัวใจล้มเหลว

ด้วยความรักและห่วงใย. จี๊ด

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สูตรยาต้านมะเร็ง

สูตรยาต้านมะเร็ง
กินมะนาว 2 ลูก ต่อ โซดา 1 ขวด ผสมกัน กินเช้าเย็น หรือกลางวันด้วยก็ดีคับ กรดของมะนาวจะฆ่าเซลมะเร็งโดยตรง องค์กรณ์อนามัยโลก ปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพืี่อขายยา และคีโม ลองทำดู มันช่วยได้โดยไม่ต้องคีโม หรือกินยา อาหารที่กิน เน้นผักเป็นหลัก เพราะเนื้อสัตว์เป็นอาหารของมะเร็ง หลายคน ตายเพราะมะเร็งไป แต่เพิ่งรู้ว่ามะนาวช่วยได้
อ่านแล้วช่วยส่งต่อเป็นวิทยาทานคับ

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

วิธีทำโยเกิร์ต


วิธีทำโยเกิร์ต

เป็นวิธีสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตโยเกิร์ตทานเองที่บ้าน มีวิธีการทำที่จะแนะนำดังนี้

ส่วนผสมสำหรับโยเกิร์ตประมาณ 500 ml.
           1. นมสดพาสเจอร์ไรส์ หรือนม UHT เป็นแบบธรรมดา หรือพร่องไขมันก็ได้ 425 g. หรือ 2 ถ้วยตวง
           2. นมผงแบบนมผงธรรมดาหรือนมผงขาดมันเนย 75 g. หรือ 5 ช้อนโต๊ะ
           3. โยเกิร์ตถ้วยรสธรรมชาติ 75 g. หรือครึ่งถ้วยโยเกิร์ต

วิธีการทำ
           1. ตุ๋นนมในหม้อตุ๋น หรือใช้หม้อสองใบซ้อนกัน ใบนอกใส่น้ำต้มให้น้ำเดือดและใบในใส่นม (เพื่อไม่ให้นมไหม้) 
           2. พอนมเริ่มอุ่น ละลายนมผงลงในน้ำนม
           3. ให้ความร้อนกับน้ำนมที่อุณหภูมิ 95C เป็นเวลา 5 นาที ถ้าไม่มีที่สัดอุณหภูมิให้ดูลักษณะของน้ำนมที่ร้อนจนคล้ายนมใกล้เดือดแล้วจับเวลา
           4. ยกลง ลดความร้อนของน้ำนมลงโดยใช้น้ำเย็นไหลผ่านด้านนอกของภาชนะที่ใช้ต้มนม หรือแช่ในน้ำแข็ง จนอุณหภูมิของนมอยู่ที่ประมาณ 45C หรืออุ่นพอที่จะทนได้เมื่อทดสอบโดยการหยดนมลงบนหลังมือ
           5. เติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไปในน้ำนม คนเบา ๆ ให้เข้ากัน
           6. ปิดฝา บ่มทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 43C เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง ถ้าไม่มีตู้บ่มสามารถใช้กล่องโฟมหรือกล่องที่สามารถเก็บความร้อนได้ใส่น้ำนมนั้นและบ่มเป็นเวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง หรือบ่มไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 8-10 ชั่วโมง จนกว่าจะได้เนื้อโยเกิร์ตที่เปรี้ยมตามที่ต้องการ

เคล็ดลับการทำโยเกิร์ต
          หลาย ๆ คนทำโยเกิร์ตเองแล้วพบว่าเนื้อโยเกิร์ตเหลว ไม่หอมอร่อยเหมือนที่เขาขายกัน ซึ่งสาเหตุและวิธีการป้องกันเรียงตามขั้นตอนการผลิตมีดังนี้

          1. การต้มน้ำนม 
                    1.1 ต้องไม่ต้มให้นมเดือด ใช้อุณหภูมิสูงสุดเพียง 95C ถ้าต้มจนน้ำนมเดือด จะมีนมบางส่วนที่ไหม้และทำให้เกิดกลิ่นนมไหม้ (cooked flavor) ทำให้โยเกิร์ตไม่หอมและมีกลิ่นที่ไม่เป็นที่ต้องการ แต่ถ้าต้มนม
                    1.2 ถ้าให้ความร้อนกับนมไม่เพียงพอและไม่นานพอ (ไม่ถึง 90-95C เป็นเวลา 5 นาที) เนื้อโยเกิร์ตที่ได้จะเหลว มีน้ำใส ๆ แยกออกมา (wheying off) เนื่องจากการให้ความร้อนนี้จะช่วยให้ Whey Protein ที่มีอยู่ในน้ำนมถูกทำลาย ซึ่งมันจะคลายเกลียวและสร้างโครงสร้างที่เป็นเจลหุ้มน้ำ ทำหน้าที่เหมือนเป็นสารให้ความคงตัวตามธรรมชาติ ทำให้โยเกิร์ตเนื้อเนียนไม่มีน้ำแยกออกมา นอกจากนี้การให้ความร้อนยังช่วยไล่อากาศในน้ำนม เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับการเจริญของจุลินทรย์โยเกิร์ต และช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคและจุลินทรีย์ในน้ำนมที่จะมาเจริญแข็งกับจุลินทรีย์โยเกิร์ตด้วย

          2. ขั้นตอนการเติมเชื้อโยเกิร์ต
                    2.1 เลือกใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ยี่ห้อที่ใช้แล้วพบว่าได้โยเกิร์ตเนื้อดีกว่าเพื่อนคือยี่ห้อโฟร์โมสต์ (ไม่ได้โฆษณานะคะ) ถ้าต้องการเชื้อโปรไบโอติกด้วยก็เลือกใช้ยี่ห้อที่มีส่วนผสมของเชื้อโปรไบโอติกด้วยก็ได้ 
                    2.2 เชื้อจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นถ้าให้เวลาเชื้อปรับตัวจะทำให้ได้โยเกิร์ตไวขึ้น เราทำให้เชื้อปรับตัวได้โดยเอาโยเกิร์ตที่ซื้อมาเป็นหัวเชื้อมาทำโยเกิร์ตก่อน 1 ครั้งแล้วเอาโยเกิร์ตที่เราทำครั้งแรกมาใช้เป็นหัวเชื้อทันทีโดยไม่แช่เย็นเก็บไว้ หรือเอาหัวเชื้อโยเกิร์ตที่เราซื้อมามาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องหรือในน้ำอุ่นเป็นเวลา 3-4 ชั่วโมงก่อนนำมาเติมในน้ำนมก็จะช่วยได้เช่นกัน

          3. ระหว่างการบ่ม
                    3.1 อุณหภูมิและเวลา ถ้าเราบ่มที่อุณหภูมิต่ำเช่นอุณหภูมิห้อง ก็ต้องใช้เวลานานกว่าการบ่มที่อุณหภูมิสูง
                    3.2 ระหว่างการบ่มอย่าไปขยับ เขย่า คน หรือเอียงถ้วยดู เพราะระหว่างการเกิด curd ของโยเกิร์ต ถ้าได้รับการกระทบกระเทือน โครงสร้างเจลจะถูกทำลาย และมีน้ำใสแยกออกมา เนื้อโยเกิร์ตจะไม่แข็ง ถ้าต้องการทดสอบดูว่าโยเกิร์ตแข็งพอแล้วหรือเปรี้ยวพอแล้วหรือไม่ ให้ทดสอบช่วงที่ใกล้จะบ่มเสร็จ เช่นถ้าบ่มที่อุณหภูมิ 43C ก็เช็คดูประมาณชั่วโมงที่ 4 ถ้าบ่มที่อุณหภูมิห้องก็เช็คดูที่ชั่วโมงที่ 8 เป็นต้น

          4. อื่น ๆ
                    4.1 ในสูตรที่ให้ เป็นสูตรที่ให้เติมนมผงลงไปในน้ำนมอีก เพื่อให้ได้นมที่มีความข้นสูง จะได้โยเกิร์ตที่มีเนื้อแน่นและหนักกว่า แต่โดยปกติน้ำนมธรรมดาก็สามารถนำมาผลิตโยเกิร์ตได้โดยไม่ต้องเติมนมผง 
                    4.2 ถ้าเน้นที่ความอร่อย แนะนำให้ใช้นมที่มีไขมันธรรมดา หรือถ้าไม่กลัวอ้วนจะเติมครีมลงไปอีกนิดหน่อยก็ได้ ถ้าโยเกิร์ตมีไขมันมากจะมีเนื้อเนียนลื่นคอ และหอมอร่อยเป็นพิเศษ



ที่มา : โดย อาจารย์ พรหล้า ขาวเธียร
ภาควิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

20 ไอเดียง่ายๆ ที่ช่วยคุณ ที่ลดความอ้วนอย่างได้ผล


20 ไอเดียง่ายๆ ที่ช่วยคุณ ที่ลดความอ้วนอย่างได้ผล

ลดความอ้วนให้ได้ผล ก็ต้องออกกำลังกายตามโปรแกรม รับประทานอาหารอย่างระวัง แต่สำหรับสาวๆ ที่ไม่ค่อยจะมีเวลามากนัก เพราะชีวิตยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำมากมาย 




เราสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่ท่องจำให้แม่นตลอดเวลาว่าคุณต้องการมีหุ่นที่ดีทุกครั้งไม่ว่าคุณจะทำอะไร 20 อย่างต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณอาจได้ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ทำแล้วให้ผลในเรื่องของการลดน้ำหนักไปในตัว

1. อย่าปล่อยให้ปริมาณอาหารกำหนดการกินของคุณ เพราะปริมาณอาหารไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการ ทุกมื้ออาหารควรทานให้อิ่มพอดีๆ อย่าให้ถึงกับรู้สึกอึดอัด และไม่ต้องเสียดายอาหารที่เหลือในจาน แต่ให้คิดเสียว่าอาหารที่เหลือต่อวัน คือแคลอรีที่คุณสามารถลดได้

2. หาน้ำดื่มทุกครั้งก่อนที่คุณจะหาขนมนมเนยเข้าปาก ถ้าทำได้ วิธีนี้จะช่วยคุณได้มากทีเดียว ทั้งลดความอ้วนและประหยัดค่าขนมไปในตัวด้วย


3. กฎเหล็กของการลดความอ้วนคือ การตัด ABC ออก A หมายถึง Alcohol (แอลกอฮอร์), B หมายถึง Bread (ขนมปัง) และ C carbohydrates (คาร์โบไฮเดรต)


4. ปล่อยให้ตู้เย็นโล่งสะอาดตา โดยหาเพียงสิ่งที่ทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือทานแล้วช่วยให้คุณดูสวยขึ้น เช่น หาผลไม้หรือน้ำผลไม้ประดับตู้เย็นแทนขนมเค๊ก นมพร่องไขมันเนย และน้ำแร่แช่แทนน้ำอัดลม และที่สำคัญ ควรหาภาพนางแบบหุ่นดีๆ ใส่เสื้อผ้าโชว์สัดส่วนโค้งเว้า มาติดตู้เย็นแทนแม่เหล็กที่แถมจากร้านอาหาร


5. ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะอาหารเช้าสามารถช่วยให้คุณทานอาหารมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง


6. เคยมีผลวิจัยบอกว่า การได้ฟังดนตรีเพลงโปรด (ต้องเพลงช้าๆ นะ) นั้นเปรียบเสมือนได้รับประทานอาหารรสเยี่ยม ทีนี้เมื่อคุณเกิดอาการอยากอาหาร ให้ลองเปลี่ยนมาฟังเพลงเพราะแทน


7. เตือนความจำตัวเองด้วยการนำชุดตัวเก่งที่คุณใส่ได้เมื่อครั้งยังผอม แขวนในตู้เสื้อผ้าที่คุณสามารถเห็นได้ชัดทุกวัน เพื่อเตือนความจำให้คุณอยากกลับมาใส่ชุดนี้อีกครั้ง


8 .เมื่ออยู่ห้องแอร์เย็นๆ ให้หาน้ำขิงหรือชาเขียวดื่มแทน กาแฟ กาแฟหนึ่งถ้วย เปรียบเสมือนทานข้าวไปสองจาน น่าตกใจไหมล่ะ


9. นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่และเต็มตา เพราะผู้หญิงเรา หากได้นอนหลับเพียงพอ ร่างกายจะสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้มากขึ้นจากปกติถึง 40% เชียวนะ


10. ก่อนเข้าซุปเปอร์มาเก็ตทุกครั้ง ควรจดรายการที่ต้องการ และซื้อตามรายการที่จด แทนการเลือกซื้อแบบตามใจฉันจะนึกออก ณ ตอนนั้น หากตั้งใจช้อปของไม่มาก แนะนำให้ถือตระกร้าแทนรถเข็น เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณได้ออกแรงแล้ว ยังช่วยไม่ให้คุณเลือกซื้อของเกินรายการที่ต้องการอีกด้วย


11. หลีกเลี่ยงการอยู่หรือทำงานในเวลากลางคืน เนื่องจาก แสงของยามค่ำคืนและการนอนดึกจะยิ่งทำให้คุณอยากทานของจุกจิก หรือหิวระหว่างคืนได้ แต่หากคุณต้องการดูหนังในเวลากลางก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดไฟดวงน้อย เมื่อหนังจบก็สามารถดับไฟนอนได้เลย


12. เปลี่ยนขนมจุกจิกเป็นลูกอม เพราะลูกอมมีแคลอรีเพียง 20 แคลอรี และสามารถช่วยให้คุณหายหิวได้ถึง 20 นาที


13. เติมความสดชื่นด้วยชาเขียว เพราะชาเขียวสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น ควรหาชาเขียวมาดื่มร้อนๆ สักสามถ้วยต่อวัน


14. ทำเรื่องกินให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยไม่ทานอาหารในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือเล่นอินเทอร์เน็ต หากต้องการกิน ก็ควรนั่งกินบนโต๊ะอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว


15. หาเวลาสัก 20 นาทีต่อวัน สำหรับการเดินเล่น ชมสวน หรือนั่งเล่นท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ วิธีนอกจากจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังช่วยเผาผลาญแคลอรีต่อวันได้อีกด้วย


16. ฝึกที่จะใช้บันไดแทนลิฟ หากคุณทำงานหรือเรียนอยู่บนชั้นสูงๆ ให้ขึ้นลิฟไปถึงก่อนชั้นทำงานหรือชั้นเรียนอย่างน้อย 2 ชั้นที่เหลือให้ใช้บันไดแทน


17. ปลดปล่อยอารมณ์ให้สุดเหวี่ยงขณะขับรถ โดยการฟังเพลงแดนซ์เพลงโปรดของคุณ ร้องออกมาดังๆ แล้วขยับร่างกายตามจังหวะเพลง ไม่ต้องไปสนใจใครหรอก โดยเฉพาะหากรถยังแล่นอยู่


18. ยุ่งนัก หาเวลาออกกำลังไม่ได้ ให้หาถุงเท้าสบายๆ แล้วใส่อยู่บ้านแล้วโลดแล่นให้ทั่วพื้นบ้าน จินตนาการว่ากำลังเล่นสเก็ตอยู่ เพียง 10 นาทีก็ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีเชียวนะ


19. หาวีดีโอหรือวีซีดีออกกำลังกายสักหนึ่งชุด แล้วเปลี่ยนห้องของคุณให้กลายเป็นเฮ็ลท์คลับส่วนตัว เปิดแอร์ได้ไม่ว่ากันค่ะ


20. เปลี่ยนนิสัยขี้เกียจ แล้วเริ่มหัดทำงานบ้านเสียบ้าง เพราะทุกสิ่งที่คุณทำล้วนเปรียบเสมือนได้ออกกำลังกายและเผาผลาญแคลอรีในตัว

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สิวผู้ใหญ่ ป้องกันยังไงดีนะ


สิวผู้ใหญ่ ป้องกันยังไงดีนะ

สิว
ใครบอกว่าสิวเป็นเรื่องของวัยรุ่นเท่านั้น เรื่องนี้สาว ๆ วัย 30 อัพจะต้องขอปฏิเสธกันทันควันเลยล่ะค่ะ เพราะถึงแม้ว่าจะอายุเกินวัยที่จะเรียกว่าวัยรุ่นได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าสิวจะไม่จากไปไหน ยังคงผุดขึ้นบนใบหน้าได้ทุกทีสิน่า คราวนี้ก็เลยต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่จะต้องสรรหาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มาใช้ป้องกันสิวกันจ้าละหวั่น แต่อ๊ะ ๆ รู้ไหมคะว่า จริง ๆ แล้วสิวผู้ใหญ่กับสิวเด็กไม่เหมือนกันนะจ๊ะ บางครั้งก็ต้องดูแลกันแบบผู้ใหญ่ ๆ ถึงจะถูกเลยล่ะ วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยเอาเรื่องราวเกี่ยวกับการป้องกันสิวผู้ใหญ่มาเล่า สู่กันฟัง เพื่อให้สาว ๆ วัย 30 ได้ป้องกันสิวอย่างถูกวิธีค่ะ
1. ทำความสะอาดพู่กันแต่งหน้าและฟองน้ำ เพราะคุณใช้อุปกรณ์เหล่านี้กับเครื่องสำอางที่หลากหลาย และส่วนใหญ่สาว ๆ ก็จะใช้ติดต่อกันโดยไม่ทำความสะอาดเป็นเวลานานพอดู ดังนั้นควรทำความสะอาดให้บ่อย ๆ เพราะเครื่องมือแต่งหน้าเหล่านี้ เป็นตัวเก็บและกระจายแบคทีเรียตัวดีเลยล่ะ
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันการเกิดสิวก่อนครีมชะลอริ้วรอยต่าง ๆ อ๊ะ แต่อย่าคิดว่าผลิตภัณฑ์ป้องกันสิวที่ว่านี้จะเป็นตัวเดียวกับที่เราเคยใช้ เมื่อตอนวัยรุ่นนะคะ เพราะสิวสาวกับสิวผู้ใหญ่ไม่เหมือนกัน และผลิตภัณฑ์ป้องกันสิวที่ช่วยแก้ปัญหาสิวสำหรับผู้ใหญ่ได้ดี ก็คือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ คาเฟอีน นิอาซินาไมด์ ยีสต์สกัด ซิงก์ซัลเฟต หรือไบโอตินค่ะ
3. ล้างหน้าสองครั้ง อย่าคิดว่าล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าบวกกับน้ำสะอาดเพียงครั้งเดียวก็ สะอาด เพราะอาจจะมีคราบและสิ่งสกปรกหลงเหลืออยู่ได้ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบแต่งหน้า ให้ใช้โฟมหรือคลีนเซอร์ล้างหน้าตัวปกติล้างในครั้งแรก จากนั้นตามด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิคเอสิด จะช่วยทำให้หน้าสะอาดและป้องกันสิวได้เป็นอย่างดี
4. ขัดผิวสัปดาห์ละครั้ง การขัดผิวจะช่วยทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป แต่สาว ๆ ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่นุ่มนวลกับใบหน้านิดหนึ่งนะคะ เพราะไม่งั้นแล้วอาจจะไปทำลายผิวให้แก่เร็วได้ค่ะ
5. หลีกเลี่ยงขนมขยะ พวกขนมห่อกรุบกรอบที่หลาย ๆ คนชอบนั่นแหละ ตัวการทำให้เกิดสิวเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นสาวแรกรุ่น หรือสาวปลาย ๆ ก็ตาม
6. หลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่มีความมัน เพราะความมันจะกลายเป็นตัวดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก ทำให้คุณเป็นสิวได้ในที่สุดค่ะ
เอ้า คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของสาว ๆ แล้วล่ะค่ะ ที่จะต้องเริ่มปรนนิบัติผิวที่เป็นสิวด้วยวิธีข้างต้นนี้ รับรองว่าผิวสวยไร้สิวไม่ห่างไปไหนแน่นอน

เตือนพ่อแม่ระวัง “เชื้อเอ็นทีเอชไอ” ทำลูกเสี่ยงหูพิการ!

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ณ เวลานี้ หลาย ๆ บ้านยังคงให้ความสำคัญและเกาะติดสถานการณ์น้ำที่สร้างปัญหาเรื้อรัง และค่อย ๆ เพิ่มระดับมากขึ้นในบางเขตพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่นอกจากเรื่อง “น้องน้ำ” แล้ว สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามด้วยเช่นกันก็คือ “เชื้อเอ็นทีเอชไอ” เพราะเป็นต้นเหตุสำคัญของการติดเชื้อรุนแรงในหูชั้นกลาง และอาจทำให้เด็กสูญเสียความสามารถในการได้ยิน หรือเสียชีวิตได้เลยทีเดียว!
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผศ.นพ.โอฬาร พรหมาลิขิต ภาค วิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะกรรมการจัดงานประชุม วิชาการนานาชาติกุมารเวชศาสตร์เขตร้อน ครั้งที่ 9 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดเผยผลการสำรวจผลกระทบของการติดเชื้อรุนแรงของหูชั้นกลางในเด็กทั่วโลก ว่า การติดเชื้อรุนแรงของหูชั้นกลาง เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กเล็กทั่วโลก และมีผลกระทบต่อพ่อแม่เด็กทั่วโลกด้วย
“กว่า 80% ของเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบต้องเป็นโรคนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก็จะกลายเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อของโรคหูน้ำหนวกมีผลต่อการได้ยินและเป็น หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการเรียนรู้ต่ำกว่าเด็กทั่วไป” ผศ.นพ.โอฬารเผย
ด้าน ผศ.พญ.นันทิการ์ สันสุวรรณ แพทย์ โสต ศอ นาสิก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่ยังมองข้ามอันตรายของโรคนี้ เพราะเข้าใจผิดว่าแค่เด็กเจ็บหู ประกอบกับโรคหูชั้นกลางอักเสบมักมาพร้อมกับโรคหวัด โดยเฉพาะในช่วงฝนตกบ่อยๆ หรืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย พ่อแม่และกุมารแพทย์มักมุ่งไปที่การรักษาอาการไข้หวัด และมองว่าอาการเจ็บหูเป็นเพียงอาการข้างเคียง และเมื่อเด็กหายจากโรคหวัดแล้ว พ่อแม่ก็มักลืมติดตามรักษาโรคหูอักเสบของเด็ก
“การติดเชื้อในหูชั้นกลางเกิดขึ้นได้ จากหลายสาเหตุทั้งจากเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย แต่หากเกิดจากแบคทีเรียจะมีความรุนแรงมากกว่าเชื้อไวรัส เนื่องจากเชื้อมีอัตราการดื้อยาสูง และเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในหูชั้นกลางจากเชื้อแบคทีเรีย มากกว่า เช่น เชื้อเอ็นทีเอชไอ เป็นต้น เพราะเชื้อดังกล่าวจะอาศัยอยู่ในโพรงจมูก และเยื่อบุลำคอ โดยเชื้อนี้มีความชุกในโพรงจมูกของเด็กเล็กสูงกว่าผู้ใหญ่” ผศ.พญ.นันทิการ์กล่าวและเสริมว่า
“เชื้อเอ็นทีเอชไอ” สามารถแพร่กระจายจากจมูก และลำคอผ่าน “ท่อยูสเตเชี่ยน” ซึ่งเป็นท่อเล็กๆ ที่เชื่อมต่อระหว่างช่องคอและหูชั้นกลาง และก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงในหูชั้นกลาง มีอาการบวมแดง มีน้ำและมีหนองในเยื่อแก้วหู เป็นต้น ทำให้เด็กเล็กหูอื้อ ปวดหู ซึ่งจะมีอาการคล้ายๆ อาการแทรกซ้อนของโรคไข้หวัด ดังนั้นพ่อแม่หลายคนละเลยและมองข้ามอาการของการติดเชื้อในหูชั้นกลาง อีกทั้งเด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการได้ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรสังเกตลูกน้อยใกล้ชิด หากเด็กไม่ดูดนม งอแงมากกว่าปกติ เอามือกุมหู หรือจับหูบ่อยๆ ให้สงสัยไว้ก่อน และให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจต่อไป
เป็นเรื่องที่พ่อแม่จะมอง ข้ามไม่ได้อีกต่อไป เพราะหากรู้ไม่เท่าทัน และปล่อยให้ปัญหานี้รุนแรงถึงขั้นประสาทหูเสื่อมลง อาจทำให้ลูกเป็นโรคหูหนวกไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติ และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้สูง เช่น ใบหน้าเป็นอัมพาต เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีในสมอง และติดเชื้อรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด

เมื่อถูก ตะขาบ กัดต้องทำอย่างไร

เมื่อถูก ตะขาบ กัดต้องทำอย่างไร
น้ำท่วม ใช่ว่าคนเท่านั้นที่ต้องหาพื้นแห้งๆ อยู่เพื่อความปลอดภัย สัตว์มีพิษอย่าง ‘ตะขาบ’ ก็เช่นกัน แม้ในยามปกติมันจะซ่อนตัวอยู่ใต้ก้อนหิน บริเวณที่มีสภาพเย็นชื้น แล้วออกหาแมลงกินในตอนกลางคืน แต่เมื่อน้ำเอ่อท่วม ตะขาบก็ต้องหนีน้ำขึ้นมาเป็นธรรมดา หลายๆ คน จึงมักได้เห็นตะขาบกันได้บ่อยในช่วงนี้
ทว่าบังเอิญถูกตะขาบกัดเข้าก็ต้องปฐมพยาบาล เนื่องจากพิษของตะขาบจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ถูกกัดนั้นบวมแดง รู้สึกปวด และอาจชา บางคนหากแพ้พิษมากยังจะมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน และซึมลง แต่พิษของตะขาบในบ้านเรามักไม่สามารถทำให้เสียชีวิตได้โดยตรง
วิธีการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น หากถูกกัดบริเวณแขนและขา พยายามห้อยส่วนดังกล่าวให้อยู่ต่ำ กรณีโดนกัดที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้า แนะนำให้หาเชือกหรือผ้ามารัดที่ข้อนิ้วเอาไว้ เป็นการป้องกันพิษกระจายตัว
จากนั้นให้เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์ หรือล้างด้วยน้ำด่างทับทิมช่วยฆ่าเชื้อโรค ตามด้วยการประคบเย็นบริเวณที่ถูกกัดเพื่อลดปวดบวม และกินยาแก้ปวด
ขณะที่การปฐมพยาบาลแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน มีการแนะนำให้แช่แผลที่ถูกกัดลงในน้ำส้มสายชู หรือใช้ยางมะละกอดิบป้ายแผลจะช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้
อย่างไรก็ตาม หลังดูแลแผลเพื่อลดความเจ็บปวดแล้ว ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อดูแลรักษาทันที บางรายที่ปล่อยไว้ อาจเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ ปวดบวมมีหนอง เนื้อตายจนต้องตัดเฉือนทิ้ง.

ป้องกัน 3 โรคร้ายอันตรายในเด็ก

แม่และเด็ก
ป้องกัน 3 โรคร้ายอันตรายในเด็ก (รักลูก)
อย่างที่คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกันแล้วว่า โรคไอพีดี โรคปอดบวม และ โรคหูชั้นกลางอักเสบ นั้น เป็น 3 โรคร้ายที่คอยคุกคามคุณภาพชีวิตของลูกเราอยู่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี มีโอกาสเป็นโรคร้ายเหล่านี้ ดังนั้นต้องตระหนักถึงสาเหตุ และอันตรายของโรคเหล่านี้ เพื่อหาวิธีป้องกัน เพราะหากเชื้อร้ายลุกลามเข้ากระแสเลือด ลูกอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
จาก 2 เชื้อโรคร้าย สู่ 3 โรคอันตราย
 2 เชื้อโรคร้าย
นิวโมคอคคัส และ เอ็นทีเอชไอ เชื้อทั้ง 2 ชนิดนี้พบได้ทั่วไปในโพรงจมูกและลำคอ โดยทั่วไปจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าเมื่อใดที่ร่างกายลูกอ่อนแอ เชื้อทั้ง 2 นี้ก็จะก่อให้เกิดโรคอันตราย คือ โรคหูชั้นกลางอักเสบ โรคไอพีดี และโรคปอดบวม การติดต่อง่ายมากโดยผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย คล้ายไข้หวัด เช่น เวลาไอหรือจาม เป็นเชื้อโรคที่อยู่ในอากาศได้นานกว่าปกติ
 3 โรคอันตราย
โรคหูชั้นกลางอักเสบ เป็นภัยเงียบที่อันตรายจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสและเอ็นทีเอชไอ เด็กจะติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งเชื้อโรคจะกระจายเข้าสู่ท่อยูสเตเชี่ยน ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลางกับโพรงหลังจมูก หากมีการอักเสบที่หูชั้นกลางเชื้อจะกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ เช่น จากหูไปสู่สมอง ทำให้เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมองได้
พบ ว่า 80% ของเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มีโอกาสเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบอย่างน้อย 1 ครั้ง และยิ่งเป็นเด็กเล็กที่ยังบอกไม่ได้พ่อแม่ยิ่งต้องระวัง เพราะหากปล่อยไว้จนมีอาการอักเสบจนบวมและปวดหูมาก อาจเกิดความพิการทางการได้ยิน ส่งผลต่อเนื่องต่อพัฒนาการทางภาษา การเรียนรู้ และคุณภาพชีวิตตามมา
โรคไอพีดี เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงจากเชื้อนิวโมคอคคัสที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมอง อักเสบ และโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเด็กหรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคนี้ มีโอกาสเสียชีวิตหรือมีความพิการทางสมอง
โรคปอดบวม จากข้อมูลการประเมินขององค์การอนามัยโลกและองค์การยูนิเซฟพบว่า ปอดบวมเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีเด็กเสียชีวิตสูงถึง 2 ล้านคนต่อปี เนื่องจากโรคปอดบวมทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายจากปอดอักเสบ จนเกิดภาวะน้ำหรือหนองในช่องเยื่อหุ้มปอ ภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรง และภาวะช็อก
ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
ทั้ง 3 โรคนี้รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะร่วมกับวิธีการรักษาอื่น ๆ สิ่งสำคัญคือ ต้องพาลูกรับการวินิจฉัยโรคและรักษาอย่างทันท่วงที ปัจจุบันพบว่า เชื้อนิวโมคอคคัส มีการดื้อยาปฏิชีวนะ ทำให้การรักษายากขึ้น แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจไปนะคะ เพราะทั้ง 3 โรคอันตรายนี้ สามารถป้องกันได้ด้วยการส่งเสริมให้ลูกมีภูมิต้านทานด้วยการเลี้ยงลูกด้วยนม แม่ รักษาความสะอาด ดูแลข้าวของเครื่องใช้ ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนให้นม ก่อนสัมผัสอาหารและตัวลูก ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือแหล่งก่อโรค เช่นโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันแล้ว เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันได้ทั้ง โรคไอพีดี ปอดบวม และหูชั้นกลางอักเสบ ซึ่งสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยได้แนะนำให้เป็นวัคซีนเสริมค่ะ
สิ่งที่ต้องระวังเพราอาจทำให้เกิดความผิดปกติในทารก
 แอลกอฮอล์ การพบความผิดปกติในทารกที่คุณแม่ได้รับแอลกอฮอล์นั้นจะสัมพันธ์กับปริมาณที่ ได้รับ และถ้าหยุดตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ จะไม่พบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ควบคุม
 ยากันชัก จะมีความผิดปกติของหัวใจ ระบบปัสสาวะและใบหน้า รวมทั้งปากแหว่งได้
 ยาลดความดันโลหิต เช่น Angiotensin Converting Enzyme Inhibitors (ACEI) เป็นยาที่มีรายงานทำให้เกิดความพิการแก่ทารกในครรภ์ในพัฒนาการของระบบการทำ งานของไต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3
 ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น Aspirin มีรายงานความผิดปกติในสัตว์ทดลอง เช่น กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง ใบหน้า ระบบประสาทส่วนกลาง แต่ในคนยังสามารถใช้ได้
 Warfarin มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เกิดความพิการแก่ทารกในครรภ์ เนื่องจากมีโมเลกุลเล็กผ่านรกได้ดี ส่งผลเสียต่อทารกจากการที่ได้รับยาตัวนี้อยู่ 2 ช่วง ได้แก่ ถ้าได้รับในช่วงสัปดาห์ที่ 6-9 จะมีผลทำให้เกิด Warfarin embryopathy จะมีลักษณะจมูกและใบหน้าส่วนกลางเล็ก
แต่หากคุณแม่ได้รับในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเกิดปัญหาที่สัมพันธ์กับการมีเลือดออกง่าย และตาบอดได้ รวมทั้งปัญญาอ่อนด้วย
 ยากลุ่มรักษาสิว เป็น isomer ของวิตามินเอ การที่มารดาได้รับในช่วงไตรมาสแรก มีผลทำให้ทารกพิการถึง 26 เท่า หรือแท้งไปก่อน สำหรับทารกที่รอดชีวิตมาจะมีความผิดปกติคล้ายกับกลุ่มยา Thalidomide แต่ถ้าหยุดยาก่อนตั้งครรภ์จะปลอดภัย เนื่องจากยาถูกขจัดออกจากร่างกายเร็วมาก โดยความผิดปกติจะเกิดกับอวัยวะต่าง ๆ เช่น ใบหน้าระบบประสาทส่วนกลาง หัวใจ และต่อมธัยมัสรวมทั้งปากแหว่งเพดานโหว่อีกด้วย
 ยาต้านการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ และยาลดไขมันในเลือด ก็เกิดความพิการแต่กำเนิดได้
โดย สรุปคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องรับประทานยาเป็นประจำ ควรจะแจ้งและปรึกษาแพทย์ ทั้งที่เป็นสูติแพทย์และแพทย์ที่ดูแลโรคนั้น ๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อแพทย์ประเมินความเสี่ยงของยาต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ตั้งแต่ก่อน ที่คุณแม่จะตั้งครรภ์ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

จับลูกเขย่า ระวัง! Shaken Baby Syndrome

จับลูกเขย่า ระวัง! SHAKEN BABY SYNDROME (รักลูก)
เขย่า ลูกเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะด้วยความโมโห หรือเล่นรุนแรงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ Shaken Baby Syndrome ส่งผลต่อสมอง และอันตรายถึงชีวิต!
“เธอ…ช่วยทำยังไงก็ได้ให้ลูกเงียบเสียงทีเถอะ” คุณพ่อบ้านผู้กำลังคร่ำเคร่งกับกองงานตรงหน้าบ่นอย่างหงุดหงิด หลังจากทนฟังเสียงลูกน้อยวัยแบเบาะร้องไห้เสียงลั่นแบบไม่รู้หยุด
“เงียบ…เงียบได้แล้ว ร้องอยู่ได้ บอกให้…เงียบๆๆๆ” คุณแม่ตะเบ็งเสียงอย่างสุดกลั้น พร้อมสองมือยกลูกสาวตัวน้อยลอยเหนือเบาะรองนอน และแล้ว ก็เขย่าลูกอย่างสุดแรง!!! สิ่งที่ตามมาคือลูกสาวเงียบเสียงลงโดยพลัน! คุณแม่จึงหันกลับไปทำงานบ้านต่อ
3 ชั่วโมงก็แล้ว 4 ชั่วโมงก็แล้ว ลูกน้อยยังคงนอนนิ่ง ไม่ร้อง ไม่หิว “หรือว่าเราจะเขย่าตัวลูกแรงเกินไป คุณแม่เริ่มวิตก “แต่ไม่มั้ง ลูกคงร้องจนเพลียเลยหลับยาว” เธอปลอบใจตัวเองเพื่อลดความรู้สึกผิด ส่วนคนเป็นพ่อก็ยังวุ่นอยู่กับงานที่กองสุมดั่งไม่รับรู้ใด ๆ ในบ้าน
จนกระทั่งต้องอุ้มลูกไปโรงพยาบาล หลังจากที่คุณแม่หน้าซีดเผือดมาบอกว่าลูกรักนอนแน่นิ่งไปกว่า 6 ชั่วโมงแล้ว !
ทาง โรงพยาบาลพบว่าเด็กมีอาการซึม ไม่สนองตอบต่อเสียง สนองตอบเล็กน้อยต่อความเจ็บ หายใจแค่ 14 ครั้งต่อนาที แถมชีพจรเต้นช้าเพียง 60 ครั้งต่อนาที
คุณ หมอช่วยให้ออกซิเจนผ่านทางหน้ากากและถุงลม แต่เด็กอาการไม่ดีขึ้น จึงใส่ท่อเพื่อช่วยในการหายใจ คุณหมอตรวจตาพบว่าที่จอรับภาพนั้น มีเลือดออก เมื่อตรวจสมองด้วยเครื่อง MRI ก็พบว่ามีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง รวมทั้งระหว่างรอยแบ่งแยกของสมองด้วย
สิ่ง ที่น่าตกใจและน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ อีกเพียง 3 วันถัดมา…ลูกน้อยเสียชีวิต สาเหตุเนื่องจากเด็กถูกเขย่าตัวอย่างรุนแรงจนเลือดออกในสมองการจับตัวเด็ก เขย่าแรง ๆ ด้วยอารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบ หรือด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องปวดร้าวใจไปชั่ว ชีวิตมานักต่อนักแล้ว
Shaken Baby Syndrome
ใน ทางการแพทย์เรียกการตายของเด็กจากกรณีข้างตันว่า Shaken Baby Syndrome หลายราย นอกจากโดนเขย่าอย่างรุนแรงแล้ว ยังโดนจับกระแทกกับที่นอนกับหมอนด้วย ซึ่งมีผลให้สมองได้รับแรงกระแทกเพิ่มขึ้นอีกถึง 50 เท่า โอกาสจะกลายเป็นเด็กพิการหรือเสียชีวิตก็ยิ่งมีมาก (บางรายแย่ยิ่งกว่านี้ นั่นคือโดนจับกระแทกกับของแข็ง เช่น ขอบเตียง เก้าอี้ ทำให้เด็กแบเบาะกระดูกแขน ขา ซี่โครง หรือกะโหลก ศีรษะแตก
เด็ก ที่โดนเขย่ารุนแรงหลาย ๆ ราย มักไม่เห็นร่องรอยการบาดเจ็บจากภายนอก ไม่ได้รีบส่งมารักษา ทั้งที่มีอาการของ Shaken Baby Syndrome จึงมีโอกาสเสียชีวิตสูง (เด็กที่ตกอยู่ในภาวะ Shaken Baby Syndrome จำนวน 1 ใน 3 คน มักจะเสียชีวิต) ที่เหลือรอดก็มีโอกาสตาบอด เป็นลมชัก หรือถ้ารอดก็มักมีปัญหาด้านการเรียนรู้ หรือสติปัญญาต่อไป
อย่า ลืมเชียวนะครับ ลูกวัยแบเบาะกล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรง ศีรษะก็ยังพยุงเองไม่ได้ ที่สำคัญคือสมองของสิ่งมีชีวิตนั้นเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการทั้งร่างกายและ จิตใจ สมองคือสิ่งมหัศจรรย์มีการพัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องแม่ และพัฒนาอย่างรวดเร็วหลังคลอดแล้ว แต่สมองของเด็กน้อยนั้นก็มีโอกาสได้รับการกระทบกระเทือนได้โดยง่าย เพราะศีรษะของเขามีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของลำตัว การพลัดตกหกล้ม ศีรษะจึงมักจะลงก่อน การกระเทือนถึงสมองจึงเป็นเรื่องน่าห่วงอย่างยิ่ง
นอก จากการพลัดตก ก็มีกรณีที่หลาย ๆ ท่านอาจนึกไม่ถึง ก็คือ การที่เด็กแบเบาะโดนเขย่าอย่างรุนแรงจนตาบอด พิการ หรือเสียชีวิต หลายสิบปีก่อน
การปฐมพยาบาล
เรา ไม่ควรเขย่าลูกนะคะ แต่ถ้าพบเห็นเด็กถูกเขย่าหรือพ่อแม่เองที่เผลอทำเสียเอง สิ่งที่ควรทำก็คือตั้งสติให้เยือกเย็นลง และรีบแก้ไขดังนี้
 1.พาเด็กไปรับการตรวจกับแพทย์ทันที
 2.อาการเริ่มแรกของผลกระทบจากการเขย่าเด็กรุนแรง ก็คือ อาเจียน หรือหายใจลำบาก ซึ่งคล้ายอาการของโรคที่ไม่รุนแรง เช่น ภาวะร้องไห้ 3 เดือน (โคลิก) กินนมมากเกินไป หรือให้นมไม่ถูกวิธี ดังนั้น จะต้องบอกคุณหมอว่าเด็กถูกเขย่าอย่างรุนแรง เพื่อแพทย์จะได้วินิจฉัยได้ถูกต้องและรักษาทันเวลา เพราะอาการ Shaken Baby Syndrome อาจมีผลให้สมองเด็กได้รับอันตราย หรือเลือดออกในสมองเพราะการเขย่ารุนแรง ซึ่งต้องรีบทำการรักษา
มิฉะนั้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อเด็ก จนอาจไม่สามารถช่วยชีวิตเด็กได้ทัน


1. ร่างกายไม่สามารถเลือกกำจัดเฉพาะไขมันที่พอกอยู่ที่พุงได้ คุณ ต้องกระตุ้นการเผาผลาญไขมันทั้งตัว ทำได้ง่าย ๆ โดยเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน เช่น เดินขึ้นลงบันไดแทนขึ้นลิฟต์ หรือจอดรถไกลๆ แล้วเดินเร็ว ๆ เพื่อให้ทันเข้าประชุม หรือซื้อน้ำดื่มขวดใหญ่สัก 2 ขวดหิ้วไว้ให้แขนทั้งสองข้างก่อน เริ่มเดินช็อปปิ้งกับหวานใจ และหากเธอทำงานอยู่ใกล้ ๆ ลองงดการโทรศัพท์ แล้วใช้วิธีเดินไปหาแทน จะได้เผาผลาญไขมันที่สะสมให้เป็นเพลิงรักของคุณเสีย
2. งานวิจัยยืนยันมาว่า ไขมันจะสลายตัวได้ง่ายหากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เย็น ดัง นั้นช่วงลดหน้าท้อง อาจต้องงดอบซาวนา หรือสตรีมสักเดือน หันมาอาบน้ำเย็นหลังการออกกำลังกาย แถมยังได้ช่วยชาติประหยัดพลังงาน อีกต่างหาก
3. เหล้าและเครื่องดื่มบำรุงกำลัง มีผลทำให้พุงคุณป่องออกมาได้ เพราะฉะนั้นลงมือจัดการเกี่ยวกับตัวปัญหาตั้งแต่วันนี้กันเลย
4. เข้านอนเร็ว ดับไฟ งดดูทีวีก่อนนอน ฝึกทำสมาธิเพื่อการหลับสมบูรณ์ที่สุด เพื่อโกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมาในช่วงหลับ เป็นกุญแจสำคัญที่เร่งการเผาผลาญไขมันได้อย่างราบคาบ
5. ทานมื้อเย็นอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะ มีผลต่อการหลั่งโกรทฮอร์โมน เพราะฉะนั้น วางแผนกินมื้อเย็นให้เร็วขึ้น งดปาร์ตี้และบุฟเฟต์รอบดึก เผลอ ๆ สิ้นเดือนอาจเหลือค่าขนมมาซื้อกางเกงตัวใหม่ ต้อนรับเอวที่กระชับของคุณได้
6. ควบคุมการทำงานในช่องปากของคุณในแต่ละมื้อ การรับประทานอาหารช้า ๆ จะช่วยควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ และควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายครบถ้วนทุกมื้อถ้าเป็นไปได้
7. อย่ามัวแต่บริหารหน้าท้องอย่างเดียว คุณ ต้องกระตุ้นการเผาผลาญไขมันทั้งตัวด้วย การเน้นกล้ามเนื้อท้องอาจทำให้หน้าท้องคุณกลายเป็นซิกแพ็ก แต่ถ้าไขมันไม่หายไปซิกแพ็กก็อาจเหลือแค่แพ็กเดียว ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การเล่นกล้ามเนื้อต้นขา และสะโพกเป็นการกระตุ้นการเผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด
8. ไม่ต้องถึงกับฟิตหน้าท้องทุกวันหรอก ลอง จัดโปรแกรมฟิตกล้ามเนื้อหน้าท้อง 2-3 เซ็ต ไว้สักสองวันต่อสัปดาห์ สลับกับการเล่นส่วนอื่น ๆ ด้วยการเล่นที่เหมาะสมอาจทำให้กล้ามเนื้อมีเวลาฟอร์มตัวได้ดีกว่า และทำให้กล้ามท้องเกิดได้เร็วกว่าด้วย
9. จุดอ่อนที่ทำให้พุงเกิดอยู่เสมอ คือ คุณมีท่ายืนหลังค่อม ทำให้พุงดูเป็นกองไขมันน่าเกลียดน่ากลัว แม้จะไม่อ้วนก็ตามที การยืนหลังตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง จะกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ตึงตัวตลอดเวลา ฝึกยืน เดิน และออกกำลังกายในท่าตรงหลังเสมอ จะทำให้คุณสมาร์ตทั้งตัวครับ ไม่ใช่แค่พุง
10. ท่าบริหารหน้าท้องที่นิยมกันมากที่สุด คือ ท่านอนยกขาหนีบ เท้าลอย ยกศีรษะ เรียกว่า Abs Crunch with Leg Lift ถ้าให้ทันสมัยและเวิร์กยิ่งขึ้น ก้ต้องทำบนลูกบอลออกกำลังกาย
นอกจากจะทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ แล้ว อาหารที่มีปริมาณโซเดียมเยอะหรือมีรสเค็มจัดนั้น ยังสามารถทำให้กระบวนการรับรู้และโต้ตอบของผู้สูงอายุลดลงด้วย
นักวิจัยจาก University of Toronto ได้ทำการติดตามพฤติกรรมการบริโภคเกลือและอาหารที่มีรสเค็มของประชากรวัย ผู้ใหญ่อายุระหว่าง 67-84 ปีจำนวน 1,262 คนที่อาศัยอยู่ในรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา พบว่าผู้ที่บริโภคอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูงนั้น มีประสิทธิภาพทางเชาว์ปัญญาในระดับต่ำต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเมื่อเปรียบ เทียบกับผู้ที่มีการบริโภคโซเดียมในระดับต่ำถึงปกติ ซึ่งในผู้สูงอายุที่บริโภคโซเดียมมากๆนั้น ระบบการรับรู้ ความคิด รวมไปถึงการตอบสนองจะช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
 ปริมาณเกลือหรือโซเดียมที่แนะนำในแต่ละวันสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไปคือ 2,300 มิลลิกรัม แต่จากผลการศึกษาพบว่าประชากรในช่วงอายุดังกล่าวในแคนาดาบริโภคโซเดียมเกิน กว่าปริมาณที่กำหนดไว้ถึง 4 เท่า ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง
ผลการศึกษาในครั้งนี้นับว่าเกี่ยวข้องและมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิต และอายุขัยของประชากรในยุคเบบี้ บูมเมอร์ ที่กล่าวได้ว่าเป็นยุคของอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งอาหารฟาสต์ฟู้ดนี้มักจะมีปริมาณ ไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูงแต่มีเส้นใยอาหารต่ำ แถมยังมีผลเสียต่อสุขภาพระยะยาวด้วย
ทั้งนี้ทางทีมนักวิจัยยังกล่าวอีกว่า ควรให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน อาหารที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อมตัวลงอย่างรวดเร็วทั้งกระบวนการ รับรู้ การคิดและการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยให้ความรู้ความเข้าใจในโทษของการบริโภคโซเดียมในปริมาณที่เกินขนาดว่ามี ผลกระทบต่อสภาพร่างกายตนเองอย่างไร

ดวง ตา เป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน และมีความสำคัญมากที่สุดของร่างกายอวัยวะหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นอวัยวะที่มีความบอบบางมาก และด้วยสภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ดวงตาของเราถูกใช้งานมากขึ้น และสัมผัสกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น ทั้งแสงอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดดจ้า แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ยิ่งกระตุ้นให้สายตามีความเสื่อมเร็วกว่าปกติ จนนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพของดวงตาในที่สุด
เรามาดูสาเหตุความเสื่อมของดวงตา ว่าสามารถเกิดจากอะไรได้บ้าง
-แสงอุลตร้าไวโอเลต สำหรับคนที่ต้องทำงานกลางแจ้งแล้วต้องรับแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ในปริมาณมาก ๆ โดยไม่มีอะไรป้องกัน
-ใช้สายตามาก จากการเรียน การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ของผู้ที่ทำงานในออฟฟิศ
-การสูบบุหรี่ หรืออยู่ในบริเวณที่สูบบุหรี่ สามารถทำลายเยื่อบุตาได้
-การได้รับวิตามิน หรือสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอ
เพื่อเป็นการ ป้องกันการเสื่อมของดวงตาเราก่อนเวลาอันควร การได้รับสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น การรับประทานผักผลไม้หลายหลากสี หลากหลายชนิด จะช่วยบำรุงสายตาและป้องกันสายตาเสื่อมได้ จากการวิจัยก็พบว่ามีสารอาหารที่สำคัญที่ช่วยบำรุงสายตาเราได้ ดังนี้
1.เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) เป็นสารอาหารที่พบมากในพืชผักที่มีสีส้มและเหลือง เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ แคนตาลูป มะละกอสุก แต่ผักสีเขียวบางชนิดก็มีเบต้าแคโรทีนเช่นกัน ได้แก่ บร็อคโคลี มะละ ผักบุ้ง ตำลึง คะน้า เป็นต้น
ร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยการมองเห็นในที่มืด ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงดวงตาและป้องกันโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก รวมถึงช่วยให้ผิวเยื้อเมือกในตาชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วย

2.ลูทีน (Lutein) เป็นสารอาหารธรรมชาติในกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบมากในตาบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา ทำหน้าที่ป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา และช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาโดยการลดอนุมูลอิสระทำลายดวงตา ร่างกายจำเป็นต้องได้รับลูทีนจากอาหาร โดยเฉพาะจากพืชผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม ผักกาด ปวยเล้ง หรือผักที่มีสีเหลืองอย่าง พริกหยวกเสีเหลือง เป็นต้น
นอกจากนี้มีงานวิจัยยังพบว่า การรับประทานสารอาหารประเภทลูทีนให้ได้ถึงวันละ 6 มิลลิกรัม ช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว

3.บิลเบอร์รี่สกัด (Bilberry Extract)
 เป็นสารอาหารในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันเลนส์ตา และสร้างความแข็งแรงให้กับคอลลาเจนซึ่งเป็นโครงสร้างของคอร์เนีย (Cornea) และเส้นเลือดฝอยในตา ทำให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะแตกง่าย และป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว สาเหตุของโรคต้อกระจก ยังช่วยให้มองเห็นในที่มืด หรือที่มีแสงสลัว ๆ ได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย
สารอาหารทั้ง 3 ประเภท ที่กล่าวมานั้น หากเรารับประทานเป็นประจำ จะช่วยให้ชะลอความเสื่อมของดวงตา ลดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อตา เพื่อความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยในตา ไม่ทำให้ตาขุ่นมัว ป้องกันการเป็นต้อกระจก ป้องกันเบาหวานขึ้นตา อีกทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา และช่วยให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น
หากเราต้องการถนอมดวงตาให้สดใสอยู่ใช้งานไปนาน ๆ ไม่เสื่อมก่อนเวลา แค่เลือกรับประทานอาหารบำรุงสุขภาพดวงตาแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ควรจะปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะควบคู่กันไปด้วย วิธีการเหล่านั้น ได้แก่
1.หลีกเลี่ยงการมองของที่มีสีขาว หรือวัตถุสะท้อนแสงมาก ๆ กลางแดด เป็นเวลานาน ๆ
2.สวมแว่นกันแดดทุกครั้ง หรือสวมหมวกทุกครั้งที่ต้องออกไปเจอแสงจ้า
3.อ่านหรือเขียนหนังสือ ในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ
4.ตรวจวัดสายตาก หรือพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง
5.สำหรับคนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ควรนั่งห่างจากจอคอมพิวเตอร์ในระยะเหมาะสม ประมาณ 1 ฟุต 10 ซม. และหากมีการใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน ๆ ควรพักสายตาบ้าง และบริหารดวงตาควบคู่กันไป มีวิธีดังนี้
-กระพริบตา จะช่วยให้น้ำตาหล่อเลี้ยงได้ทั่วตา ช่วยลดการระคายเคืองตาได้
-ใช้ฝ่ามือกดตาเบา ๆ โดยวางฝ่ามือลงบนเปลือกตาที่ปิดสนิท กดเบา ๆ ประมาณ 1 นาทีแล้วปล่อย ทำซ้ำ 3-4 ครั้ง จะรู้สึกสบายขึ้น
-มองไกลออกไปจากจอคอมพิวเตอร์ อย่างน้อย 6 เมตร โดยมองไปที่ต้นไม้ ใบหญ้า หรือวัตถุสีเขียว จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตาที่ใช้ในการปรับโฟกัสของเลนส์ตา
-กลอกตาเป็นวงกลม ให้มองไปรอบ ๆ กว้าง ๆ ตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ และทวนเข็มนาฬิกาอีก 3 รอบ จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตาที่ใช้ในการกรอกตาไปมา
ไม่อยากเลยใช่ไหม ลองนำไปปฏิบัติกันดู แค่นี้ก็มีดวงตาที่สดใส แจ่มแจ๋วกันแล้ว

เฉพาะ สัปดาห์นี้เท่านั้น ที่มุมสุขภาพ ‘สารพันวันละโรค’ ขอสลับคิวเสนอ ‘กินดี’ ไปก่อนตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ดังนั้น เรามาปิดท้ายสัปดาห์ด้วย ผิดภัยของการเสพติดเนื้อสัตว์ หรือการกินเนื้อสัตว์มากจนเกินไป เป็นอันตรายต่อสุขภาพแบบที่คุณคิดไม่ถึง!!!
ในเนื้อ สัตว์ที่อุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งให้พลังงานแก่ร่างกาย ทว่ากินเกินความจำเป็น โปรตีนส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน พอกพูนตามร่างกายจนกลายเป็นคนอ้วน ที่สำคัญการที่ร่างกายมีโปรตีนมากไป ตับและไตต้องทำงานหนักจนอวัยวะดังกล่าวเกิดความเครียด ส่งสัญญาณที่สังเกตได้ คือ เหนื่อยล้า ขาดความสดชื่น เนื่องจากตับจะสร้างเกลือแอมโมเนียก่อนจะเปลี่ยนเป็นยูเรีย ส่งให้ไตขับออกมาเป็นปัสสาวะ บ่อยครั้งเข้าร่างกายอาจขาดน้ำ
การ กำจัดโปรตีนส่วนเกินในขั้นตอนของไต หากยิ่งทำงานหนัก การขับปัสสาวะนั้นจะทำให้แคลเซียมซึมออกมาเจือปนกับปัสสาวะและเป็นสาเหตุ หนึ่งของโรคกระดูกพรุน
นอกจากนี้ ในเนื้อสัตว์ยังมีฟอสฟอรัส มีผลกระตุ้นต่อมพาราธัยรอยด์ ให้หลั่งฮอร์โมนละลายแคลเซียมให้ล่องลอยในกระแสเลือด ก่อนไปจับตัวตามข้อเท้า ข้อสะโพก ข้อสันหลัง อันเป็นที่มาของโรคข้อกระดูกเสื่อม
อาหารการกิน หากเน้นแต่เนื้อสัตว์ WHO หรือองค์การอนามัยโลก บอกว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงป่วยด้วยโรคหัวใจและมะเร็ง ทั้งทำให้อายุสั้น สอด คล้องกับลักษณะการกินของชาวเอสกิโม ที่เน้นกินเนื้อกับไขมัน ร่างกายเสื่อมโทรม แก่เร็ว อายุไขเฉลี่ยอยู่ที่ 27 ปี ขณะที่ผู้คนที่อายุในแถบเขา ไม่ได้กินเนื้อสัตว์บ่อย ๆ เน้นกินพืชผัก กลับมีอายุยืน อยู่ได้นานถึง 110 ปี
สิ่งที่หลายคนควรรู้ คือ คนเราเกิดมามีเซลล์อยู่ทั่วร่างกาย 50 ล้านล้านเซลล์ แต่ละเซลล์สามารถแบ่งตัวได้ 50 ครั้ง ครั้งหนึ่งมีอายุ 2 ปี เพราะฉะนั้นอายุขัยของคนเราสามารถอยู่ได้ถึง 100 ปี แต่ทุกวันนี้ พฤติกรรมการกิน การอยู่ที่ไม่เหมาะสม ทำลายเซลล์นั่นล่ะ เป็นการทำให้อายุสั้นลงเรื่อย ๆ.

กีฬา “กระโดดเชือก” หลายคนยังจำได้ เพราะเล่นตั้งแต่เด็ก แต่ไฉนโตขึ้นมาถึงได้ห่างหาย ทั้ง ๆ ที่เป็นกีฬาและการละเล่นที่เรียกเหงื่อเรียกความสนุกได้ไม่เบื่อ
วันนี้เราจะมาฟื้นความหลัง กับวิธีการออกกำลังกาย แบบกระโดดเชือกอีกซักที พร้อมทั้งเคล็ดลับความสนุก ชวนเพื่อนชวนน้องมาเล่น เรียกความหลังกันซะหน่อย
การออกกำลังกายด้วยการ กระโดดเชือก
การกระโดดเชือก ดีต่อหัวใจ อีกทั้งยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้รวดเร็วที่สุด เราสามารถกำหนดโปรแกรมการกระโดดเชือก เพื่อให้หุ่นสวย และหัวใจแข็งแรงได้ ด้วยโปรแกรมต่อไปนี้
สัปดาห์ที่ 1 อาทิตย์ พุธ เสาร์ กระโดดให้ได้ 8 ครั้งต่อวัน จากนั้นทำท่าก้าวเตะ (โดยการกระโดดด้วยท่าก้าวเตะ ก้าวเท้าขวาไปทางขวา ลากเท้าซายตามไป แล้วเปลี่ยนมาทางซ้าย) 16 ครั้งติดต่อกัน โดยไม่หยุดพัก ทำขึ้นตอนซ้ำทั้งหมด 8 รอบ
สัปดาห์ที่ 2 จันทร์ พุธ ศุกร์ เสาร์ กระโดดเชือก (กระโดดยกเท้าสองข้างพร้อมกัน) ต่อกัน 16 ครั้ง แล้วทำท่าก้าวเตะ 32 ครั้ง กระโดดเชือกและทำท่าก้าวเตะให้ได้ 3 รอบติดต่อกัน จากนั้นกระโดดเชือก 30 วินาที ทำซ้ำอีกหนึ่งครั้ง

สัปดาห์ที่ 3 ทุก วัน เว้นเสาร์ อาทิตย์ กระโดดเชือก 30 วินาที และทำท่าก้าวเตะ 15 วินาที แล้วกระโดดเชือกอีก 30 วินาที พัก กระโดดเชือก 60 วินาที และท่าก้าวเตะ 30 วินาทีจากนั้นกระโดดเชือกอีก 60 วินาที
สัปดาห์ที่ 4 จันทร์ อังคาร พุธ กระโดดเชือก 2 นาที ทำท่าก้าวเตะ 30 วินาที แล้วกระโดดเชือกอีก 2 นาที ส่วนวันศุกร์ วอร์มอัพแล้วกระโดดเชือก 5 นาที เต็ม ทำซ้ำให้มากครั้งที่สุด
แม้การออกกำลังด้วยการกระโดดเชือกดูทำง่าย ๆ แต่กีฬาทุกชนิด ต้องมีการวอร์มอัพก่อนเสมอ มีการยืดกล้ามเนื้อเน้นเฉพาะบริเวณขาก่อนทุกครั้ง เพราะอาจมีอาการเจ็บเข่าเพิ่มเติมในภายหลังได้ ขณะเดียวกันก็ควรสวมรองเท้าผ้าใบ และลงน้ำหนักด้วยปลายเท้า ไม่ใช่ส้นเท้า โดยเวลากระโดดควรย่อเข่าเล็กน้อยเวลาเท้ากระทบพื้น เพื่อช่วยรับแรงกระแทกพร้อมโน้มตัวไปข้างหน้า และให้ทรงตัวได้ดี ทั้งนี้ ในช่วงแรก ต้องเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะมือและเท้ายังประสานงานได้ไม่ชิน ซึ่งอาจจะใช้เวลานับเดือนในการกระโดดเชือกให้ได้ 10 นาทีติดต่อกัน
การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ และมีกีฬาอีกหลากหลายชนิดให้เราได้เลือกเล่น ทั้งสนุก และดีต่อสุขภาพ อยากกระโดดเชือกให้สนุก ลองเข้าไปเสิร์ชวิธีการต่าง ๆ ดูได้ที่ www.youtube.com ใส่คีย์เวิร์ดว่า jump rope หรือ jump rope dance คลิปการกระโดดเชือกแบบต่าง ๆ จะขึ้นมาเป็นร้อย แล้วเราจะไม่ออกกำลังกายได้อย่างไร

น้ำผลไม้คั้นสด บำรุงอวัยวะภายในทั่วร่างกาย

“น้ำผลไม้คั้นสด” ควรเป็นสิ่งแรกที่เข้าสู่ร่างกายในตอนเช้า เพราะจะช่วยทำความสะอาดระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมถึงการอุ่นเครื่องให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง อีกทั้งร่างกายสามารถดูดซึมคุณค่าจากผลไม้สดได้ง่ายกว่าอีกด้วย ดังนั้นควรดื่มก่อนกินมื้อเช้าประมาณ 10 นาที หรือหากดื่มหลังมื้ออาหารในแต่ละวัน ควรค่อย ๆ จิบน้ำผลไม้และกลั้วไปรอบ ๆ ปากเพื่อเพิ่มเอมไซน์ในอาหารช่วยให้กระเพาะอาหารย่อยได้ดีขึ้น
หากคุณเริ่มต้นวันด้วยกาแฟรสชาติเข้มข้น มื้อกลางวันดับกระหายด้วยน้ำอัดลม เติมพลังช่วงบ่ายด้วยการจิบชาฝรั่ง ตกเย็นกลับบ้านดื่มน้ำเปล่าเย็น ๆ ให้ชื่นใจหายเหนื่อย ถ้าตลอดทั้งวันคุณมีพฤติกรรมการดื่มลักษณะเช่นนี้ จริงอยู่อาจไม่กระทบต่อสุขภาพในระยะยาว แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเปลี่ยนให้ 1 แก้วใน 1 วันเป็นตัวช่วยสะสมความแข็งแรงให้กับอวัยวะภายในได้
จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Medicines กล่าวถึงเรื่องการดื่มน้ำผลไม้คั้นสดช่วยถนอมสุขภาพสมองให้แข็งแรง ซึ่งมีผลสรุปทางการวิจัยว่าผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้คั้นสดมากกว่า 3 แก้วใน 1 สัปดาห์มีแนวโน้มความเสี่ยง 76% ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ แต่ก็ถือว่าอยู่ในอัตราเสี่ยงระดับต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้คั้น สดเพียงอาทิตย์ละ 1 แก้ว หรือไม่ดื่มเลย
นับว่างานวิจัยนี้มีเหตุผลที่ดีพอในการโน้มน้าวใจให้คนหันมาสนใจเรื่องการ ดื่มน้ำผลไม้คั้นสดมากขึ้น เรามีทางเลือกน้ำผลไม้ใกล้ตัว ที่จะช่วยดูแลอวัยวะภายในของเราให้สุขภาพดีอยู่เสมอมาฝากคุณค่ะ
 1. น้ำบีทรูทกระตุ้นสมอง
สารประกอบไนโตรเจนในเนื้อสีแดงของผลบีทรูท จะช่วยขยายหลอดเลือดและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้ไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น จากผลการวิจัยล่าสุดของออสเตรเลียพบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำบีทรูทคั้นสดทุกเช้ามีระดับความดันโลหิตในสมองที่สดต่ำลง และมีความจำที่ดีขึ้นอีกด้วย
 2. น้ำเกรปฟรุตช่วยเผาผลาญไขมัน
เกรปฟรุตหมายถึงผลไม้รสเปรี้ยว มีคุณสมบัติทางเคมีเป็นฤทธิ์ร้อนจึงช่วยเผาผลาญไขมัน และลดระดับอินซูลินซึ่งเป็นตัวการของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ในผลการวิจัยของสหรัฐพบว่าผู้ที่จิบน้ำเกรปฟรุตคั้นสดก่อนเมื้ออาหารทุกมื้อ โดยที่ไม่ได้ลดอาหารหรือไดเอ็ทนั้นมีน้ำหนักตัวที่ลดลงมากกว่า 1.5 กิโลกรัม ภายใน 3 เดือน
 3. บำรุงกระดูกด้วยน้ำมะเขือเทศ
นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนนาเดียน พบว่า ไลโคปีนในน้ำมะเขือเทศสดเปรียบเสมือนธนาคารกระดูกที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและ ฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ดังนั้นหากดื่มน้ำมะเขือเทศคั้นสดวันละแก้วก็จะได้รับแคลเซียมซึ่งเทียบได้ กับการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงวัยสูงอายุ ควรบริโภคน้ำมะเขือเทศคั้นสด 2 แก้วต่อวันในระยะเวลา 4 เดือนขึ้นไป เพื่อช่วยลดอัตราการเป็นโรคกระดูกพรุน
 4. บำรุงหัวใจด้วยน้ำส้มคั้น
สารฟลาโวนอยในผลส้มจะช่วยลดอัตราไขมันเลว (LDL) และเพิ่มอัตราไขมันดี (HDL) ซึ่งส่งผลต่อระดับคอเลสตอรอลในร่างกายลดต่ำลง นักวิทยาศาสตร์ชาวบราซิลได้ ทำการวิจัยพบว่าในน้ำส้มคั้นสด ช่วยลดความดันโลหิต บำรุงระบบการไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือด และยังช่วยป้องกันโรคหัวใจอีกด้วย
 5. น้ำเลมอนบำรุงตับ ป้องกันนิ่ว
การดื่มน้ำเลมอนคั้นสดปริมาณ 8 ออนซ์ผสมกับน้ำเปล่าในแต่ละมื้อ ช่วยกระตุ้นให้ตับผลิตน้ำดีได้มากขึ้น ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานปกติตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยของศูนย์โรคไตในซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนียเผยว่า ผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ดื่มน้ำเลมอนผสมกับน้ำเปล่าในอัตรา 4.2 เป็นประจำทุกวันจะช่วยลดขนาดก้อนนิ่วในไตได้ โดยมีฤทธิ์เข้าไปละลายก้อนนิ่วในถุงน้ำดีและไตแล้วขับออกมาทางปัสสาวะ รวมทั้งช่วยฆ่าแบคทีเรีย และยังช่วยให้อัตราของกรดฟอสฟอริกในปัสสาวะลดลงจาก 1% เหลือเพียง 0.13% ซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกาย
 6. น้ำสับปะรดบำรุงข้อต่อ
จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์เป็นบทความในหัวข้อ “Cellular and Molecular Life Sciences” กล่าวไว้ว่า เอนไซม์บรอมิเลน (Bromelain) ช่วยบำรุงข้อต่อในอวัยวะต่าง ๆ และมีฤทธิ์บรรเทาอาการของโรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis) โรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) โรคไขข้ออักเสบ (Rheumatoid arthritis) และลดอาการเบอร์ไซติส (Bursitis) หรืออาการบวมอักเสบของข้อต่อที่หัวไหล่ได้ โดยจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียทำให้อาการไม่เรื้อรัง
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงวิตามินซีที่มีในสับปะรด ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) โรคปริทันต์ หรือรำมะนาด (Periodontal disease) อันเป็นโรคที่ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ และโรคลมอัมพาต หรืออาการเส้นเลือดในสมองแตก (Stroke) ได้อีกด้วย
น้ำผลไม้คั้นสด นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าสารอาหารสูงกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ให้กับร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ข้อแนะนำเพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริโภคคือ ควร ดื่มไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน (ประมาณ 4 ถึง 8 ออนซ์) โดยไม่เพิ่มความหวานใด ๆ อีก เพราะในผลไม้มีน้ำตาลตามธรรมชาติอยู่แล้ว อีกทั้งให้แคลอรีเพียง 60-80 แคลอรีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเหมาะที่จะเป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพของเราในทุก ๆ วัน เป็นวิธีง่าย ๆ ที่คุณก็สามารถบำรุงสุขภาพให้ดีขึ้นได้…เดี๋ยวนี้เลย