แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมผู้หญิง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมผู้หญิง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เหตุผลที่ผู้หญิงไม่ควร ดื่มเหล้า เบียร์ ยาดอง!




เหตุผลที่ผู้หญิงไม่ควร ดื่มเหล้า เบียร์ ยาดอง!

ผู้หญิงดื่มเหล้าทำให้ผิวเสีย มีริ้วรอยก่อนวัย เพราการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ปัสสาวะบ่อยจึงส่งผลให้ผิวแห้ง ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งทำให้ผิวมีริ้วรอย หน้าเหี่ยว แก่ไว นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี ซึ่งการขาดวิตามินบีจะทำให้ผิวหนังแห้งเหี่ยว เป็นสิว ผิวแห้งแตกลายอีกด้วย >> http://women.mthai.com/health/153831.html

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

20 ไอเดียง่ายๆ ที่ช่วยคุณ ที่ลดความอ้วนอย่างได้ผล


20 ไอเดียง่ายๆ ที่ช่วยคุณ ที่ลดความอ้วนอย่างได้ผล

ลดความอ้วนให้ได้ผล ก็ต้องออกกำลังกายตามโปรแกรม รับประทานอาหารอย่างระวัง แต่สำหรับสาวๆ ที่ไม่ค่อยจะมีเวลามากนัก เพราะชีวิตยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำมากมาย 




เราสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่ท่องจำให้แม่นตลอดเวลาว่าคุณต้องการมีหุ่นที่ดีทุกครั้งไม่ว่าคุณจะทำอะไร 20 อย่างต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณอาจได้ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ทำแล้วให้ผลในเรื่องของการลดน้ำหนักไปในตัว

1. อย่าปล่อยให้ปริมาณอาหารกำหนดการกินของคุณ เพราะปริมาณอาหารไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการ ทุกมื้ออาหารควรทานให้อิ่มพอดีๆ อย่าให้ถึงกับรู้สึกอึดอัด และไม่ต้องเสียดายอาหารที่เหลือในจาน แต่ให้คิดเสียว่าอาหารที่เหลือต่อวัน คือแคลอรีที่คุณสามารถลดได้

2. หาน้ำดื่มทุกครั้งก่อนที่คุณจะหาขนมนมเนยเข้าปาก ถ้าทำได้ วิธีนี้จะช่วยคุณได้มากทีเดียว ทั้งลดความอ้วนและประหยัดค่าขนมไปในตัวด้วย


3. กฎเหล็กของการลดความอ้วนคือ การตัด ABC ออก A หมายถึง Alcohol (แอลกอฮอร์), B หมายถึง Bread (ขนมปัง) และ C carbohydrates (คาร์โบไฮเดรต)


4. ปล่อยให้ตู้เย็นโล่งสะอาดตา โดยหาเพียงสิ่งที่ทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือทานแล้วช่วยให้คุณดูสวยขึ้น เช่น หาผลไม้หรือน้ำผลไม้ประดับตู้เย็นแทนขนมเค๊ก นมพร่องไขมันเนย และน้ำแร่แช่แทนน้ำอัดลม และที่สำคัญ ควรหาภาพนางแบบหุ่นดีๆ ใส่เสื้อผ้าโชว์สัดส่วนโค้งเว้า มาติดตู้เย็นแทนแม่เหล็กที่แถมจากร้านอาหาร


5. ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะอาหารเช้าสามารถช่วยให้คุณทานอาหารมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง


6. เคยมีผลวิจัยบอกว่า การได้ฟังดนตรีเพลงโปรด (ต้องเพลงช้าๆ นะ) นั้นเปรียบเสมือนได้รับประทานอาหารรสเยี่ยม ทีนี้เมื่อคุณเกิดอาการอยากอาหาร ให้ลองเปลี่ยนมาฟังเพลงเพราะแทน


7. เตือนความจำตัวเองด้วยการนำชุดตัวเก่งที่คุณใส่ได้เมื่อครั้งยังผอม แขวนในตู้เสื้อผ้าที่คุณสามารถเห็นได้ชัดทุกวัน เพื่อเตือนความจำให้คุณอยากกลับมาใส่ชุดนี้อีกครั้ง


8 .เมื่ออยู่ห้องแอร์เย็นๆ ให้หาน้ำขิงหรือชาเขียวดื่มแทน กาแฟ กาแฟหนึ่งถ้วย เปรียบเสมือนทานข้าวไปสองจาน น่าตกใจไหมล่ะ


9. นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่และเต็มตา เพราะผู้หญิงเรา หากได้นอนหลับเพียงพอ ร่างกายจะสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้มากขึ้นจากปกติถึง 40% เชียวนะ


10. ก่อนเข้าซุปเปอร์มาเก็ตทุกครั้ง ควรจดรายการที่ต้องการ และซื้อตามรายการที่จด แทนการเลือกซื้อแบบตามใจฉันจะนึกออก ณ ตอนนั้น หากตั้งใจช้อปของไม่มาก แนะนำให้ถือตระกร้าแทนรถเข็น เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณได้ออกแรงแล้ว ยังช่วยไม่ให้คุณเลือกซื้อของเกินรายการที่ต้องการอีกด้วย


11. หลีกเลี่ยงการอยู่หรือทำงานในเวลากลางคืน เนื่องจาก แสงของยามค่ำคืนและการนอนดึกจะยิ่งทำให้คุณอยากทานของจุกจิก หรือหิวระหว่างคืนได้ แต่หากคุณต้องการดูหนังในเวลากลางก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดไฟดวงน้อย เมื่อหนังจบก็สามารถดับไฟนอนได้เลย


12. เปลี่ยนขนมจุกจิกเป็นลูกอม เพราะลูกอมมีแคลอรีเพียง 20 แคลอรี และสามารถช่วยให้คุณหายหิวได้ถึง 20 นาที


13. เติมความสดชื่นด้วยชาเขียว เพราะชาเขียวสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น ควรหาชาเขียวมาดื่มร้อนๆ สักสามถ้วยต่อวัน


14. ทำเรื่องกินให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยไม่ทานอาหารในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือเล่นอินเทอร์เน็ต หากต้องการกิน ก็ควรนั่งกินบนโต๊ะอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว


15. หาเวลาสัก 20 นาทีต่อวัน สำหรับการเดินเล่น ชมสวน หรือนั่งเล่นท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ วิธีนอกจากจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังช่วยเผาผลาญแคลอรีต่อวันได้อีกด้วย


16. ฝึกที่จะใช้บันไดแทนลิฟ หากคุณทำงานหรือเรียนอยู่บนชั้นสูงๆ ให้ขึ้นลิฟไปถึงก่อนชั้นทำงานหรือชั้นเรียนอย่างน้อย 2 ชั้นที่เหลือให้ใช้บันไดแทน


17. ปลดปล่อยอารมณ์ให้สุดเหวี่ยงขณะขับรถ โดยการฟังเพลงแดนซ์เพลงโปรดของคุณ ร้องออกมาดังๆ แล้วขยับร่างกายตามจังหวะเพลง ไม่ต้องไปสนใจใครหรอก โดยเฉพาะหากรถยังแล่นอยู่


18. ยุ่งนัก หาเวลาออกกำลังไม่ได้ ให้หาถุงเท้าสบายๆ แล้วใส่อยู่บ้านแล้วโลดแล่นให้ทั่วพื้นบ้าน จินตนาการว่ากำลังเล่นสเก็ตอยู่ เพียง 10 นาทีก็ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีเชียวนะ


19. หาวีดีโอหรือวีซีดีออกกำลังกายสักหนึ่งชุด แล้วเปลี่ยนห้องของคุณให้กลายเป็นเฮ็ลท์คลับส่วนตัว เปิดแอร์ได้ไม่ว่ากันค่ะ


20. เปลี่ยนนิสัยขี้เกียจ แล้วเริ่มหัดทำงานบ้านเสียบ้าง เพราะทุกสิ่งที่คุณทำล้วนเปรียบเสมือนได้ออกกำลังกายและเผาผลาญแคลอรีในตัว

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สิวผู้ใหญ่ ป้องกันยังไงดีนะ


สิวผู้ใหญ่ ป้องกันยังไงดีนะ

สิว
ใครบอกว่าสิวเป็นเรื่องของวัยรุ่นเท่านั้น เรื่องนี้สาว ๆ วัย 30 อัพจะต้องขอปฏิเสธกันทันควันเลยล่ะค่ะ เพราะถึงแม้ว่าจะอายุเกินวัยที่จะเรียกว่าวัยรุ่นได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าสิวจะไม่จากไปไหน ยังคงผุดขึ้นบนใบหน้าได้ทุกทีสิน่า คราวนี้ก็เลยต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่จะต้องสรรหาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มาใช้ป้องกันสิวกันจ้าละหวั่น แต่อ๊ะ ๆ รู้ไหมคะว่า จริง ๆ แล้วสิวผู้ใหญ่กับสิวเด็กไม่เหมือนกันนะจ๊ะ บางครั้งก็ต้องดูแลกันแบบผู้ใหญ่ ๆ ถึงจะถูกเลยล่ะ วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยเอาเรื่องราวเกี่ยวกับการป้องกันสิวผู้ใหญ่มาเล่า สู่กันฟัง เพื่อให้สาว ๆ วัย 30 ได้ป้องกันสิวอย่างถูกวิธีค่ะ
1. ทำความสะอาดพู่กันแต่งหน้าและฟองน้ำ เพราะคุณใช้อุปกรณ์เหล่านี้กับเครื่องสำอางที่หลากหลาย และส่วนใหญ่สาว ๆ ก็จะใช้ติดต่อกันโดยไม่ทำความสะอาดเป็นเวลานานพอดู ดังนั้นควรทำความสะอาดให้บ่อย ๆ เพราะเครื่องมือแต่งหน้าเหล่านี้ เป็นตัวเก็บและกระจายแบคทีเรียตัวดีเลยล่ะ
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันการเกิดสิวก่อนครีมชะลอริ้วรอยต่าง ๆ อ๊ะ แต่อย่าคิดว่าผลิตภัณฑ์ป้องกันสิวที่ว่านี้จะเป็นตัวเดียวกับที่เราเคยใช้ เมื่อตอนวัยรุ่นนะคะ เพราะสิวสาวกับสิวผู้ใหญ่ไม่เหมือนกัน และผลิตภัณฑ์ป้องกันสิวที่ช่วยแก้ปัญหาสิวสำหรับผู้ใหญ่ได้ดี ก็คือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ คาเฟอีน นิอาซินาไมด์ ยีสต์สกัด ซิงก์ซัลเฟต หรือไบโอตินค่ะ
3. ล้างหน้าสองครั้ง อย่าคิดว่าล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าบวกกับน้ำสะอาดเพียงครั้งเดียวก็ สะอาด เพราะอาจจะมีคราบและสิ่งสกปรกหลงเหลืออยู่ได้ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบแต่งหน้า ให้ใช้โฟมหรือคลีนเซอร์ล้างหน้าตัวปกติล้างในครั้งแรก จากนั้นตามด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิคเอสิด จะช่วยทำให้หน้าสะอาดและป้องกันสิวได้เป็นอย่างดี
4. ขัดผิวสัปดาห์ละครั้ง การขัดผิวจะช่วยทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป แต่สาว ๆ ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่นุ่มนวลกับใบหน้านิดหนึ่งนะคะ เพราะไม่งั้นแล้วอาจจะไปทำลายผิวให้แก่เร็วได้ค่ะ
5. หลีกเลี่ยงขนมขยะ พวกขนมห่อกรุบกรอบที่หลาย ๆ คนชอบนั่นแหละ ตัวการทำให้เกิดสิวเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นสาวแรกรุ่น หรือสาวปลาย ๆ ก็ตาม
6. หลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่มีความมัน เพราะความมันจะกลายเป็นตัวดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก ทำให้คุณเป็นสิวได้ในที่สุดค่ะ
เอ้า คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของสาว ๆ แล้วล่ะค่ะ ที่จะต้องเริ่มปรนนิบัติผิวที่เป็นสิวด้วยวิธีข้างต้นนี้ รับรองว่าผิวสวยไร้สิวไม่ห่างไปไหนแน่นอน

ก่อนจะระเบิดหู การเจาะหู


ก่อนจะระเบิดหู ฟังทางนี้ก่อนดีไหม

ศัลยกรรม - ระเบิดหู
แฟชั่นการเจาะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรือ บอดี้ เพียซซิ่ง (body piercing) ถึงแม้จะไม่ได้รับความนิยมชนิดที่ใคร ๆ ก็ทำตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ ก็เป็นรสนิยมเฉพาะตัวที่ยังมีให้เห็นได้ไม่เคยหายไป รวมถึงการเจาะหู ทั้งแบบที่เจาะหลาย ๆ รูเพื่อใส่ต่างหูสารพัดแบบ จนถึงเจาะแบบขยายรูสำหรับต่างหูที่มีก้านใหญ่ จนกระทั่งเจาะแบบระเบิดหู เพื่อใส่ต่างหูซึ่งมีลักษณะเป็นห่วงหรือวง บ้างใส่ห่วงที่มีขนาดเท่ากับหลอดดูดน้ำ หรือบางคนก็ใหญ่กว่านั้น คนที่ทำแต่พอดีก็ดูเก๋และเท่ไม่หยอก แต่บางรายที่ทำมากจนเกินไปก็ออกจะน่ากลัวไปสักหน่อยสำหรับผู้พบเห็น คราวนี้กระปุกดอทคอมจึงมีเรื่องฉุกคิดนิด ๆ หน่อย ๆ แต่สำคัญไม่น้อย สำหรับผู้ที่คิดจะระเบิดหูเพื่อใส่ต่างหูห่วงใหญ่ ๆ มาฝากกันค่ะ
หลาย ๆ คนที่เจาะหู(แบบปกติ)คงเคยเจอกับปัญหาติ่งหูดูหย่อนไม่สวย โดยเฉพาะเมื่อใส่ต่างหูแบบห้อยระย้า ซึ่งมีน้ำหนักไม่ใช่น้อยสำหรับใบหูเล็ก ๆ ทำให้มันดึงรั้งรูที่เจาะหูจนยานดูน่าเกลียด หลายคนจึงต้องพัก(ติ่ง)หูของตัวเอง ด้วยการเว้นการใส่ต่างหูเสียบ้าง ส่วนการเจาะหูหลาย ๆ รูหรือระเบิดหูเองก็ให้ผลข้างเคียงที่ไม่ผิดกัน แถมเห็นผลได้ชัดเจนกว่ามาก ๆ เสียด้วย ด้วยน้ำหนักและขนาดของต่างหูทำให้ติ่งหูเล็ก ๆ นั้นทั้งเยิน และยาน ผิดรูปไปจากเดิม  บางรายก็ทิ้งรูโบ๋ขนาดย่อมเอาไว้แม้จะถอดต่างหูออกไปแล้วอีกต่างหาก
การ เจาะหูที่ดูเกินพอดีเหล่านี้ อาจเพื่อสนองความชื่นชอบในยามนั้น โดยส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วงวัยรุ่น แต่เมื่อนักเจาะทั้งหลายเริ่มเติบโต ก็มีหลายรายที่ต้องการแก้ไขให้ใบหูของพวกเขากลับไปอยู่ในสภาพเดิม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการย่างเข้าสู่วัยทำงาน ที่ต้องรักษารูปลักษณ์ให้ดูเรียบร้อย หรือเลิกนิยมชื่นชอบการเจาะประเภทนี้แล้ว บางรายเพียงแค่ถอดต่างหูนั้นออกก็เพียงพอ แต่ในรายที่มีการเจาะหูหลาย ๆ รู หรือระเบิดหูขนาดใหญ่ และใส่ต่างหูอันเบิ้มมาเป็นเวลานาน ไม่สามารถทำให้ใบหูคืนสภาพเดิมได้ง่าย ๆ การศัลยกรรมตกแต่งเพื่อแก้ไขให้ติ่งหูกลับมาสู่สภาพเดิมจึงเป็นคำตอบสำหรับ การนี้ ซึ่งก็สามารถทำได้โดยไม่เจ็บปวดมากนัก เช่นเดียวกับการศัลกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วไป แต่รับรองว่าค่าใช้จ่ายไม่เบาเหมือนอย่างตอนที่ไปเจาะระเบิดหูเป็นแน่ ก่อนจะตัดสินใจเราจึงอยากติงให้ไตร่ตรองดูเสียก่อนสักนิดว่า ความพอใจในตอนนี้กับการเจาะหูที่ทำได้ด้วยราคาไม่กี่ร้อย จะคุ้มค่ากับการศัลกรรมเพื่อตกแต่งใบหูในอนาคตที่มีราคาร่วมพัน หรืออาจพุ่งไปแตะหลักหมื่นหรือไม่
อย่างไรก็ตามการเจาะแบบระเบิดหูก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด และนับเป็นรสนิยมส่วนบุคคล แต่ก็ควรทำอย่างพอดี ๆ เพื่อความสวยงามในระยะยาวด้วยนะจ๊ะนักเจาะทั้งหลาย ;)

ป้องกัน 3 โรคร้ายอันตรายในเด็ก

แม่และเด็ก
ป้องกัน 3 โรคร้ายอันตรายในเด็ก (รักลูก)
อย่างที่คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกันแล้วว่า โรคไอพีดี โรคปอดบวม และ โรคหูชั้นกลางอักเสบ นั้น เป็น 3 โรคร้ายที่คอยคุกคามคุณภาพชีวิตของลูกเราอยู่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี มีโอกาสเป็นโรคร้ายเหล่านี้ ดังนั้นต้องตระหนักถึงสาเหตุ และอันตรายของโรคเหล่านี้ เพื่อหาวิธีป้องกัน เพราะหากเชื้อร้ายลุกลามเข้ากระแสเลือด ลูกอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
จาก 2 เชื้อโรคร้าย สู่ 3 โรคอันตราย
 2 เชื้อโรคร้าย
นิวโมคอคคัส และ เอ็นทีเอชไอ เชื้อทั้ง 2 ชนิดนี้พบได้ทั่วไปในโพรงจมูกและลำคอ โดยทั่วไปจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าเมื่อใดที่ร่างกายลูกอ่อนแอ เชื้อทั้ง 2 นี้ก็จะก่อให้เกิดโรคอันตราย คือ โรคหูชั้นกลางอักเสบ โรคไอพีดี และโรคปอดบวม การติดต่อง่ายมากโดยผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย คล้ายไข้หวัด เช่น เวลาไอหรือจาม เป็นเชื้อโรคที่อยู่ในอากาศได้นานกว่าปกติ
 3 โรคอันตราย
โรคหูชั้นกลางอักเสบ เป็นภัยเงียบที่อันตรายจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสและเอ็นทีเอชไอ เด็กจะติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งเชื้อโรคจะกระจายเข้าสู่ท่อยูสเตเชี่ยน ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลางกับโพรงหลังจมูก หากมีการอักเสบที่หูชั้นกลางเชื้อจะกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ เช่น จากหูไปสู่สมอง ทำให้เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมองได้
พบ ว่า 80% ของเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มีโอกาสเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบอย่างน้อย 1 ครั้ง และยิ่งเป็นเด็กเล็กที่ยังบอกไม่ได้พ่อแม่ยิ่งต้องระวัง เพราะหากปล่อยไว้จนมีอาการอักเสบจนบวมและปวดหูมาก อาจเกิดความพิการทางการได้ยิน ส่งผลต่อเนื่องต่อพัฒนาการทางภาษา การเรียนรู้ และคุณภาพชีวิตตามมา
โรคไอพีดี เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงจากเชื้อนิวโมคอคคัสที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมอง อักเสบ และโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเด็กหรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคนี้ มีโอกาสเสียชีวิตหรือมีความพิการทางสมอง
โรคปอดบวม จากข้อมูลการประเมินขององค์การอนามัยโลกและองค์การยูนิเซฟพบว่า ปอดบวมเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีเด็กเสียชีวิตสูงถึง 2 ล้านคนต่อปี เนื่องจากโรคปอดบวมทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายจากปอดอักเสบ จนเกิดภาวะน้ำหรือหนองในช่องเยื่อหุ้มปอ ภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรง และภาวะช็อก
ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
ทั้ง 3 โรคนี้รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะร่วมกับวิธีการรักษาอื่น ๆ สิ่งสำคัญคือ ต้องพาลูกรับการวินิจฉัยโรคและรักษาอย่างทันท่วงที ปัจจุบันพบว่า เชื้อนิวโมคอคคัส มีการดื้อยาปฏิชีวนะ ทำให้การรักษายากขึ้น แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจไปนะคะ เพราะทั้ง 3 โรคอันตรายนี้ สามารถป้องกันได้ด้วยการส่งเสริมให้ลูกมีภูมิต้านทานด้วยการเลี้ยงลูกด้วยนม แม่ รักษาความสะอาด ดูแลข้าวของเครื่องใช้ ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนให้นม ก่อนสัมผัสอาหารและตัวลูก ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือแหล่งก่อโรค เช่นโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันแล้ว เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันได้ทั้ง โรคไอพีดี ปอดบวม และหูชั้นกลางอักเสบ ซึ่งสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยได้แนะนำให้เป็นวัคซีนเสริมค่ะ
สิ่งที่ต้องระวังเพราอาจทำให้เกิดความผิดปกติในทารก
 แอลกอฮอล์ การพบความผิดปกติในทารกที่คุณแม่ได้รับแอลกอฮอล์นั้นจะสัมพันธ์กับปริมาณที่ ได้รับ และถ้าหยุดตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ จะไม่พบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ควบคุม
 ยากันชัก จะมีความผิดปกติของหัวใจ ระบบปัสสาวะและใบหน้า รวมทั้งปากแหว่งได้
 ยาลดความดันโลหิต เช่น Angiotensin Converting Enzyme Inhibitors (ACEI) เป็นยาที่มีรายงานทำให้เกิดความพิการแก่ทารกในครรภ์ในพัฒนาการของระบบการทำ งานของไต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3
 ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น Aspirin มีรายงานความผิดปกติในสัตว์ทดลอง เช่น กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง ใบหน้า ระบบประสาทส่วนกลาง แต่ในคนยังสามารถใช้ได้
 Warfarin มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เกิดความพิการแก่ทารกในครรภ์ เนื่องจากมีโมเลกุลเล็กผ่านรกได้ดี ส่งผลเสียต่อทารกจากการที่ได้รับยาตัวนี้อยู่ 2 ช่วง ได้แก่ ถ้าได้รับในช่วงสัปดาห์ที่ 6-9 จะมีผลทำให้เกิด Warfarin embryopathy จะมีลักษณะจมูกและใบหน้าส่วนกลางเล็ก
แต่หากคุณแม่ได้รับในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเกิดปัญหาที่สัมพันธ์กับการมีเลือดออกง่าย และตาบอดได้ รวมทั้งปัญญาอ่อนด้วย
 ยากลุ่มรักษาสิว เป็น isomer ของวิตามินเอ การที่มารดาได้รับในช่วงไตรมาสแรก มีผลทำให้ทารกพิการถึง 26 เท่า หรือแท้งไปก่อน สำหรับทารกที่รอดชีวิตมาจะมีความผิดปกติคล้ายกับกลุ่มยา Thalidomide แต่ถ้าหยุดยาก่อนตั้งครรภ์จะปลอดภัย เนื่องจากยาถูกขจัดออกจากร่างกายเร็วมาก โดยความผิดปกติจะเกิดกับอวัยวะต่าง ๆ เช่น ใบหน้าระบบประสาทส่วนกลาง หัวใจ และต่อมธัยมัสรวมทั้งปากแหว่งเพดานโหว่อีกด้วย
 ยาต้านการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ และยาลดไขมันในเลือด ก็เกิดความพิการแต่กำเนิดได้
โดย สรุปคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องรับประทานยาเป็นประจำ ควรจะแจ้งและปรึกษาแพทย์ ทั้งที่เป็นสูติแพทย์และแพทย์ที่ดูแลโรคนั้น ๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อแพทย์ประเมินความเสี่ยงของยาต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ตั้งแต่ก่อน ที่คุณแม่จะตั้งครรภ์ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

จับลูกเขย่า ระวัง! Shaken Baby Syndrome

จับลูกเขย่า ระวัง! SHAKEN BABY SYNDROME (รักลูก)
เขย่า ลูกเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะด้วยความโมโห หรือเล่นรุนแรงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ Shaken Baby Syndrome ส่งผลต่อสมอง และอันตรายถึงชีวิต!
“เธอ…ช่วยทำยังไงก็ได้ให้ลูกเงียบเสียงทีเถอะ” คุณพ่อบ้านผู้กำลังคร่ำเคร่งกับกองงานตรงหน้าบ่นอย่างหงุดหงิด หลังจากทนฟังเสียงลูกน้อยวัยแบเบาะร้องไห้เสียงลั่นแบบไม่รู้หยุด
“เงียบ…เงียบได้แล้ว ร้องอยู่ได้ บอกให้…เงียบๆๆๆ” คุณแม่ตะเบ็งเสียงอย่างสุดกลั้น พร้อมสองมือยกลูกสาวตัวน้อยลอยเหนือเบาะรองนอน และแล้ว ก็เขย่าลูกอย่างสุดแรง!!! สิ่งที่ตามมาคือลูกสาวเงียบเสียงลงโดยพลัน! คุณแม่จึงหันกลับไปทำงานบ้านต่อ
3 ชั่วโมงก็แล้ว 4 ชั่วโมงก็แล้ว ลูกน้อยยังคงนอนนิ่ง ไม่ร้อง ไม่หิว “หรือว่าเราจะเขย่าตัวลูกแรงเกินไป คุณแม่เริ่มวิตก “แต่ไม่มั้ง ลูกคงร้องจนเพลียเลยหลับยาว” เธอปลอบใจตัวเองเพื่อลดความรู้สึกผิด ส่วนคนเป็นพ่อก็ยังวุ่นอยู่กับงานที่กองสุมดั่งไม่รับรู้ใด ๆ ในบ้าน
จนกระทั่งต้องอุ้มลูกไปโรงพยาบาล หลังจากที่คุณแม่หน้าซีดเผือดมาบอกว่าลูกรักนอนแน่นิ่งไปกว่า 6 ชั่วโมงแล้ว !
ทาง โรงพยาบาลพบว่าเด็กมีอาการซึม ไม่สนองตอบต่อเสียง สนองตอบเล็กน้อยต่อความเจ็บ หายใจแค่ 14 ครั้งต่อนาที แถมชีพจรเต้นช้าเพียง 60 ครั้งต่อนาที
คุณ หมอช่วยให้ออกซิเจนผ่านทางหน้ากากและถุงลม แต่เด็กอาการไม่ดีขึ้น จึงใส่ท่อเพื่อช่วยในการหายใจ คุณหมอตรวจตาพบว่าที่จอรับภาพนั้น มีเลือดออก เมื่อตรวจสมองด้วยเครื่อง MRI ก็พบว่ามีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง รวมทั้งระหว่างรอยแบ่งแยกของสมองด้วย
สิ่ง ที่น่าตกใจและน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ อีกเพียง 3 วันถัดมา…ลูกน้อยเสียชีวิต สาเหตุเนื่องจากเด็กถูกเขย่าตัวอย่างรุนแรงจนเลือดออกในสมองการจับตัวเด็ก เขย่าแรง ๆ ด้วยอารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบ หรือด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องปวดร้าวใจไปชั่ว ชีวิตมานักต่อนักแล้ว
Shaken Baby Syndrome
ใน ทางการแพทย์เรียกการตายของเด็กจากกรณีข้างตันว่า Shaken Baby Syndrome หลายราย นอกจากโดนเขย่าอย่างรุนแรงแล้ว ยังโดนจับกระแทกกับที่นอนกับหมอนด้วย ซึ่งมีผลให้สมองได้รับแรงกระแทกเพิ่มขึ้นอีกถึง 50 เท่า โอกาสจะกลายเป็นเด็กพิการหรือเสียชีวิตก็ยิ่งมีมาก (บางรายแย่ยิ่งกว่านี้ นั่นคือโดนจับกระแทกกับของแข็ง เช่น ขอบเตียง เก้าอี้ ทำให้เด็กแบเบาะกระดูกแขน ขา ซี่โครง หรือกะโหลก ศีรษะแตก
เด็ก ที่โดนเขย่ารุนแรงหลาย ๆ ราย มักไม่เห็นร่องรอยการบาดเจ็บจากภายนอก ไม่ได้รีบส่งมารักษา ทั้งที่มีอาการของ Shaken Baby Syndrome จึงมีโอกาสเสียชีวิตสูง (เด็กที่ตกอยู่ในภาวะ Shaken Baby Syndrome จำนวน 1 ใน 3 คน มักจะเสียชีวิต) ที่เหลือรอดก็มีโอกาสตาบอด เป็นลมชัก หรือถ้ารอดก็มักมีปัญหาด้านการเรียนรู้ หรือสติปัญญาต่อไป
อย่า ลืมเชียวนะครับ ลูกวัยแบเบาะกล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรง ศีรษะก็ยังพยุงเองไม่ได้ ที่สำคัญคือสมองของสิ่งมีชีวิตนั้นเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการทั้งร่างกายและ จิตใจ สมองคือสิ่งมหัศจรรย์มีการพัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องแม่ และพัฒนาอย่างรวดเร็วหลังคลอดแล้ว แต่สมองของเด็กน้อยนั้นก็มีโอกาสได้รับการกระทบกระเทือนได้โดยง่าย เพราะศีรษะของเขามีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของลำตัว การพลัดตกหกล้ม ศีรษะจึงมักจะลงก่อน การกระเทือนถึงสมองจึงเป็นเรื่องน่าห่วงอย่างยิ่ง
นอก จากการพลัดตก ก็มีกรณีที่หลาย ๆ ท่านอาจนึกไม่ถึง ก็คือ การที่เด็กแบเบาะโดนเขย่าอย่างรุนแรงจนตาบอด พิการ หรือเสียชีวิต หลายสิบปีก่อน
การปฐมพยาบาล
เรา ไม่ควรเขย่าลูกนะคะ แต่ถ้าพบเห็นเด็กถูกเขย่าหรือพ่อแม่เองที่เผลอทำเสียเอง สิ่งที่ควรทำก็คือตั้งสติให้เยือกเย็นลง และรีบแก้ไขดังนี้
 1.พาเด็กไปรับการตรวจกับแพทย์ทันที
 2.อาการเริ่มแรกของผลกระทบจากการเขย่าเด็กรุนแรง ก็คือ อาเจียน หรือหายใจลำบาก ซึ่งคล้ายอาการของโรคที่ไม่รุนแรง เช่น ภาวะร้องไห้ 3 เดือน (โคลิก) กินนมมากเกินไป หรือให้นมไม่ถูกวิธี ดังนั้น จะต้องบอกคุณหมอว่าเด็กถูกเขย่าอย่างรุนแรง เพื่อแพทย์จะได้วินิจฉัยได้ถูกต้องและรักษาทันเวลา เพราะอาการ Shaken Baby Syndrome อาจมีผลให้สมองเด็กได้รับอันตราย หรือเลือดออกในสมองเพราะการเขย่ารุนแรง ซึ่งต้องรีบทำการรักษา
มิฉะนั้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อเด็ก จนอาจไม่สามารถช่วยชีวิตเด็กได้ทัน

ความจริงที่คุณไม่รู้เมื่อดูดปากกับผู้ชาย


ปาก ประกบปากคือที่มาของการมีเซ็กซ์ เพราะทุกคู่รักล้วนเริ่มต้นการมีเซ็กซ์ด้วยการแลกลิ้นสัมผัสถึงความเสียวกัน ก่อนที่จะลุกลามเพื่อสนองตอบกับความคันไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่ก่อนที่จะพุ่งเป้าไปที่เป้าของผู้ชาย ลองมาฟังทางนี้ก่อนว่า ความจริง 10 อย่างที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับการจูบมันมีอะไรบ้าง
 1. ในทุกอณูลิ้นจะอุดมไปด้วยเส้นประสาท จุดไฟแห่งความคันและความเสียว ผู้เชี่ยวชาญอ้างว่า ลิ้นของคุณเวลาเกิดการแลกลัวพัวพันกันระหว่างลิ้นนั้นทำให้คุณมีความรู้สึก อยากมากขึ้น เหมือนกับว่า การจูบกระตุ้นให้เกิดการมีเซ็กซ์ได้ 100 เท่ามากกว่าการลูบไล้ด้วยมือซะอีก จึงไม่แปลกที่เวลาก่อน ระหว่าง หรือหลังการมีเซ็กซ์ จูบจึงมีความสำคัญได้ตลอดเพราะ จูบทั้งช่วยกระตุ้นทางเพศและทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ
 2. ผู้ชายกว่า 40% เผยว่า จูบที่ยาวๆ ดูดปากด้วยความแรงและนานจะผลักดันให้ผู้ชายเกิดความต้องการการมีเซ็กซ์ขึ้น มาทันที ส่วนอีก 30% บอกว่าเวลาที่จูบ ถ้าผู้หญิงล้วงไปจับลูบคลำที่ลูกบอลและท่อนเอ็นของเขา การมีเซ็กซ์จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
 3. จูบสั้นๆ ห่างๆ พร้อมกับคำพูดบอกลาว่า “เจอกันใหม่” ที่ผู้ชายส่งไปให้คุณเป็นสัญญาณเตือนว่า ความสัมพันธ์ของคุณและเขากำลังมีปัญหาเป็นไปได้ว่า เขารู้สึกไม่มั่นใจกับความรักที่เขากับคุณมีด้วยกัน หรือเป็นสัญญาณเตือนอีกด้วยว่า เขากำลังมีคนใหม่
 4. เวลาจูบกัน ถ้าคุณต้องการให้ระดับของความใกล้ชิดมันแนบแน่นและเร่าร้อนมากขึ้นควรดึงเอว ของผู้ชายเข้ามาหาตัวคุณมากที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่ปากประกบกัน เอวและอวัยวะเบื้องล่างแปะติดกันแล้ว อณูแห่งความอยากและตัณหาก็จะมีมากขึ้น
 5. วิธีที่ดีที่สุดในการจูบหูของผู้ชายคือการสวาปามไปที่ติ่งหูของเขาเป็นเวลา สักครู่จากนั้นก็ใช้ปลายลิ้นไต่เล่นไปตามสันหู และถ้าจะให้ดีควรกระซิบคำพูดเสียวๆ ซี้ดๆ เข้าไปในหูของเขาสิ
 6. เวลาผู้ชายเกิดอารมณ์ขึ้นมาแบบสูงสุด เขาใช้ปากจูบและกัดตามส่วนสำคัญๆ ของร่างกายคุณ นั่นแสดงให้เห็นว่าเขามีอารมณ์ที่อาวแบบไม่มีลิมิตเกิดขึ้น
 7. ผู้ชายชอบมีเซ็กซ์กับผู้หญิงที่จูบไม่ค่อยเก่ง แต่ในทางกลับกันผู้หญิงมีความต้องการมีเซ็กซ์กับผู้ชายที่ใช้ปากจูบเก่งกว่าเธอ
 8. การจูบด้วยความรักความเสน่หาระหว่างการมีเซ็กซ์นั้น ทำให้เกิดความดันเลือดพุ่งและจังหวะการเต้นของหัวใจแรงและเร็วขึ้น ที่สำคัญมันยังทำให้คุณถึงจุดสุดยอดได้ง่ายกว่าที่คิดอีกนะ
 9. 54% ของผู้หญิงระหว่าง 18-24 ปี บอกว่าเขาจูบกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเป็นประจำ ส่วนผู้หญิงอายุ 25-34 ปี มีแค่ 43%

 10. การจูบในสถานการณ์และอารมณ์ที่ไม่แน่ไม่นอน ตกใจกลัว ช่วยเปลี่ยนความคิดและการตัดสินใจของคนให้เขามารักคุณและเห็นใจคุณได้
ปวดท้อง
เมื่อ ปวด มาป่วน ท้อง (She’s smart)
โดย: อันดามัน
ผู้หญิง เรากับอาการปวดท้องแทบจะเป็นของคู่กัน ปวดมาทีไรไม่เป็นอันทำอะไรทุกที ยิ่งถ้าเป็นคนเครียดหรือมีนิสัยการกินไม่เป็นมิตรกับท้องไส้ และระบบย่อยอาหารยิ่งแล้วใหญ่ เลยเก็บเรื่องราวเกี่ยวกับโรคและอาการป่วนท้องที่มักเป็นกันมาบอก เพื่อคุณ ๆ จะได้มีวิธีรับมือกับเรื่องป่วนท้องที่มากวนใจค่ะ
โรคกระเพาะ
ถ้าคุณปวดหรือจุกแน่นท้องแถวใต้ลิ้นปี่หรือหน้าท้องช่วงบน ต้องสังเกตตัวเองหน่อยค่ะ ถ้ามีอาการนี้ในช่วงท้องว่าง ช่วงก่อนหรือหลังกินอาหารเป็นประจำก็เป็นไปได้ว่าเราเป็นแผลในกระเพาะหรือ โรคกระเพาะเข้าให้แล้ว
โรคนี้มักจะเป็น ๆ หาย ๆ ฉะนั้นอย่าทำชะล่าใจกินยาลดกรดเคลือบกระเพาะแก้อาการเฉพาะหน้าแบบขอไปที เพราะอาจทำให้โรคลุกลามจนกระเพาะทะลุได้ ทางที่ดีให้คุณหมอตรวจรักษา และดูแลป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดแผลในกระเพาะด้วยสูตรง่าย ๆ คือ กินอาหารตรงเวลา อย่ากินจนอิ่มมากเกินไป งดหรือลดอาหารรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด และเมื่อต้องกินยาอะไรก็ตามต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอ เพราะยาบางชนิดมีผลกับปริมาณกรดในกระเพาะของเราค่ะ
 ท้องเสีย
อาการปวดท้องแบบที่มีข้าศึกโจมตีวันละหลาย ๆ หน แถมถ่ายออกมาเป็นน้ำจนร่างกายอ่อนเพลีย สิ่งที่ต้องระวังก็คือการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายมากเกินไป อาการนี้ไม่ต้องถึงขั้นพึ่งยา แค่ดื่มน้ำเกลือแร่ชดเชยน้ำที่เสียไป งดอาหารแข็ง ๆ อาหารที่มีกากใยเยอะ ๆ อาหารที่ย่อยยาก เช่น ผัก ผลไม้ นม อาหารมัน ๆ เปลี่ยนไปกินอาหารย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ไปพลางก่อน แต่ถ้ามีอาการท้องเสียอยู่นานหรือเรื้อรัง มีไข้ร่วมด้วย มีมูกหรือเลือดปนออกมา หรือมีอาเจียนร่วมด้วย และดื่มน้ำได้น้อยแต่ปัสสาวะมาก อย่างนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องพึ่งคุณหมอสถานเดียวค่ะ
 ท้องผูก
ถ้าปกติคุณเป็นคนธาตุหนักถ่ายวันเว้นวันอยู่แล้วก็ไม่เป็นปัญหาค่ะ แต่ถ้าหลายวันผ่านไปยังไม่มีวี่แววว่าจะถ่าย (น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์) แถมถ่ายทีไรเป็นต้องใช้กำลังภายในเข้าช่วยจนหน้าบิดหน้าเบี้ยว
อาการนี้ก็ไม่ต้องพึ่งยาแต่ต้องปฏิวัตินิสัยการกินและนิสัยการขับถ่ายของตัว เองค่ะ พยายามฝึกตัวเองให้ถ่ายเป็นเวลา และตามสูตรค่ะกินอาหารไฮไฟเบอร์อย่างผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ข้าวกล้องให้มาก ดื่มน้ำเยอะ ๆ ส่วนสิ่งที่ไม่ควรทำคือใช้ยาระบายทุกครั้งที่มีปัญหานี้ เพราะจะทำให้ระบบขับถ่ายของคุณเคยชินกับการที่ต้องมียากระตุ้น
 ท้องผูกท้องเสีย
อันนี้เป็นอาการกวนตัวที่สุดแสนจะกวนใจค่ะ เพราะบางคนท้องผูกเรื้อรัง บางคนก็ท้องเสียเรื้อรัง บางคนเดี๋ยวเสียเดี๋ยวผูกสลับกันให้วุ่น บางคนกลั้นอุจจาระไม่อยู่หรือถ่ายไม่สุด สรุปคือคนเป็นโรคนี้ IBS หรือลำไส้แปรปรวนจะมีอาการปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ระบบขับถ่ายผิดปกติ ที่น่าเศร้าคือโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นในผู้หญิง แถมยังหาสาเหตุแน่ชัดไม่ได้และรักษาให้หายขาดก็ไม่ได้ แต่ข่าวดีคือคนส่วนใหญ่ที่เป็นจะมีอาการไม่รุนแรง
ถ้าคุณมีอาการเข้าข่ายก็ต้องให้คุณหมอตรวจอย่างละเอียด ส่วนวิธีรักษานั้นคุณหมอก็จะรักษาตามอาการ และที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือดูแลสุขภาพของระบบทางเดินอาหารด้วยการออกกำลัง กาย พักผ่อนให้เพียงพอ พยายามเครียดให้น้อยจะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้ค่ะ
ปัญหาปวดท้องที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่วิธีที่ช่วยป้องกันและรักษาโรคได้ดีก็อยู่ที่สุขนิสัยในการกินที่ดี ของตัวเราเองแทบทั้งนั้น ฉะนั้นหันมาปรับเปลี่ยนนิสัยการกินอยู่ของตัวเองกันเถอะค่ะ นอกจากลดเรื่องกวนท้องที่มากวนใจได้แล้ว สุขภาพเรายังแข็งแรงด้วยนะคะ
สมุนไพรแก้ปวดท้อง
 ชา (ชง) : การชงชาดื่ม นอกจากสร้างความรื่นรมย์แล้ว ยังเป็นยาระบายอ่อน ๆ
 ขิง : จิบน้ำขิงหลังมื้ออาหารช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานดี และยังต่อต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ด้วย
 ใบสะระแหน่ : ขับลมในกระเพาะลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ
 พริกไทยสด : เป็นยาขับลมช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดเฟ้อ แถมยังกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทได้ดีอีกด้วยค่ะ
อาการ หึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะของของใครใครก็ต้องหวงจริงไหมคะ รักมากก็ยิ่งหึงมากเป็นธรรมดา ผู้ชายก็เหมือนเสือไม่ทิ้งลาย ไว้ใจไม่ค่อยจะได้ ถ้ามีใครมาเข้าใกล้แฟนเราในระยะเกินงาม ใครกันจะทนไหว ทำให้สาว ๆ อย่างเราต้องจัดการให้อยู่หมัด แต่จะให้หึงหวงหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็คงเสียฟอร์ม ลองมาดูวิธีหึงอย่างมีชั้นเชิงกันดีกว่านะ
 หึงแบบไม่ไร้สติ อย่าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเป็นอันขาด ไม่ว่าตอนนั้นคุณจะมีอารมณ์รุนแรงเพียงใด ให้สงบจิตสงบใจไว้ก่อน แล้วเรียกสติกลับคืนมา ลองวิธีการนับ 1-10 ช้า ๆ ถ้ายังไม่หายให้นับ 1 – 100 ไปเลยค่ะ แต่อย่าแสดงอาการออกนอกหน้า เดี๋ยวคู่กรณีของคุณจะได้ใจนะ
 หยุดคิด ทบทวนถึงสถานภาพของคุณและเค้า ว่าตัวคุณเองมีสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของมากแค่ไหน แล้วเรียกร้องให้เหมาะสมแบบไม่น่าเกลียดจนเกินงามนะคะ
 อย่าเพิ่งแสดงออก บางครั้งถ้าคุณอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน เพิ่งจีบกันได้ไม่นาน ขอร้องเลยค่ะว่าอย่าแสดงอารมณ์หึงหวงหรืออาละวาดเป็นอันขาด เดี๋ยวอีกฝ่ายจะพลอยตกใจหนีกระเจิงไปซะก่อนนะ
 ทำให้เขาเอ็นดู อย่าทำให้รู้สึกรำคาญ เพราะคงไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้แฟนอารมณ์ร้ายที่หน้าตาบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา หรอกนะ แทนที่จะร้องโวยวาย เปลี่ยนเป็นการแสดงออกให้เค้ารู้สึกเห็นใจ และเห็นความสำคัญในตัวเราดีกว่านะคะ
 ทดลองใจ ใช้ช่วงเวลานี้เรียกคะแนนความสงสารให้เต็มที่ เพื่อทำให้เค้าใจอ่อน ทั้งน้ำตาและคำพูดออดอ้อน บวกกับอาการงอนแบบน่ารักงุงงิ้ง ใส่มารยาร้อยเล่มเกวียนเข้าไป เพิ่มเสน่ห์ให้คุณเป็นสาวอ่อนโยนน่าหลงใหล เท่านี้ก็อยู่หมัด
 อย่าแสดงอาการหึงท่ามกลางสาธารณชน เพราะมันอาจจะทำให้คุณกลายเป็นตัวตลกที่น่าสมเพชเวทนาในสายตาคนอื่น แถมยังน่าอับอายและกลายเป็นหัวข้อให้คนอื่นซุบซิบได้นะ
 เก็บอารมณ์ ไม่ว่าคุณจะลำบากใจที่ต้องอดทนอดกลั้น แต่ขอให้เก็บอาการหึงไว้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกันหลังไมค์ เพราะพวกผู้ชายไม่ชอบเสียหน้าหรือเสียฟอร์ม อย่าทำให้เค้าหวาดหวั่นกับอาการหึงหวงอย่างรุนแรงของคุณ
 ดูจังหวะ ทำอะไรก็ต้องดูฤกษ์ดูยาม การหึงก็เช่นกันดูช่วงเวลาดี ๆ ที่เค้าไม่หัวเสียหรือวุ่นวายกับปัญหาอื่นอยู่ ตอนนั้นแหละเป็นโอกาสเหมาะ การหึงของคุณถึงจะประสบความสำเร็จแน่นอน
 อย่าหึงพร่ำเพรื่อ อาการหึงอาจนำมา ซึ่งความรำคายและกลายเป็นเลิกราในที่สุดเดี๋ยวน้ำตาจะเช็ดหัวเข่านะคะ
ฝาก ไว้สำหรับสาวจอมขี้หึงทั้งหลาย เอาไว้เป็นไม้ตายออดอ้อนหนุ่ม ๆ เท่านี้อาการหึงแบบพอประมาณก็คงช่วยเพิ่มสีสันให้กับคุณได้ รักหรอกจึงหยอกเล่นนะ