แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา-การปฎิบัติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา-การปฎิบัติ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาเกี่ยวกับสายตา - มุมมือใหม่


ปัญหาเกี่ยวกับสายตา - มุมมือใหม่

ผมจำไม่ได้ว่า ได้เขียนเรื่องเกียวกับสายตาไว้่ใน blog ในหัวข้อใด
เอาเป็นว่า ผมเขียนใหม่ก็แล้วกันในตอนนี้
ปัญหาของมือใหม่ก็คือ จะวางสายตาอย่างไร ในขณะฝึกปฏิบัติ
มาอ่านความเห็นของผมดังนี้

*********************************
ถ้าท่านศึกษาในแวดวงกรรมฐานของไทย จะมีเพียงกล่าวไว้ 2 แบบเกี่ยวกับการวางสายตา
นั้นคือ
++แบบที่ 1..ที่นิยมสอนกันมากที่สุด คือ ให้หลับตา
++แบบที่ 2..มีสอนกับบ้าง แต่ไม่มากเหมือนแบบ 1 คือ ให้ลืมตา อย่าหลับตา

ผมเข้าใจดีครับว่า ถ้าเป็นมือใหม่ มักจะลังเลว่า แบบใดดีกว่า เพราะอะไรจึงดีกว่า

ผมจะไม่ตอบในข้อสงสัยของท่านว่า แบบ 1 หรือ แบบ 2 ดีกว่า
แต่ผมจะบอกว่า ทั้ง 2 แบบ ผมลองมาแล้ว แต่ในที่สุด ผมก็เลือกแบบที่ 2
แต่ไม่ใช่ว่าแบบที 2 จะดีกว่าแบบที่ 1 แต่ที่ผมเลือกแบบที่ 2 เพราะผมเห็นว่า
มันเป็นสิ่งทีเหมือนธรรมชาติในชีิวิตจริง

สำหรับแบบหลับตาแบบที่ 1 ผมคงไม่กล่าวถึง เพราะผมไม่มีประสบการณ์ครับ

สำหรับแบบที่ 2 ที่ให้ลืมตานั้น ก็ไม่มีการกล่าวถึงกันอีกว่า ให้ลืมตาอย่างไรในขณะฝึกฝน
ซึ่งการลืมตานั้น ที่ผมสังเกตได้ ก็มี 3 แบบครับ

++แบบที่ 1 ลืมตาแล้วเห็นภาพชัดเจนดี แบบนี้คนปรกติทั่ว ๆ ไปมักจะเป็นแบบนี้กันทุกคน เช่นเวลาเราอ่านหนังสือ เราต้องลืมตาและเห็นตัวหนังสือที่ชัดเจน
เมื่อผมฝึกมาจนเห็นการทำงานของจิตได้่ ผมเห็นว่า ถ้าลืมตาแบบนี้ จะมีพลังงานจากสายตาพุ่งออกไปสู่สิ่งทีต้องการจะมองดู สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกฝน จะมองไม่เห็นและไม่เข้าใจในเรื่องพลังงานนี้ เมื่อพลังงานพุ่งออกไปทางสายตาแล้ว คนก็จะกลายเป็นคนที่หลงลืมตัวไปทันที แต่ถ้าคนที่ฝึกมาพอสมควร ถึงแม้มีพลังงานพุ่งออกไปทางสายตา เขาก็จะไม่เห็นพลังงานนี้เช่นกัน แต่เขาอาจจะไม่หลงลืมตัวไปเหมือนคนที่ไม่ได้ฝึก แต่ก็เป็นพลังงานไหลออกไป

++แบบที่ 2 ลืมตาแล้วเห็นภาพมัว ไม่ชัดเจน แบบนี้จะแบ่งเป็น 2 ลักษณะกล่าวคือ
>>>> ตอนที่กำลังจะหลงลืมตัวจนกำลังจะขาดความรู้สึกตัวอยู่แล้ว ตอนนี้จะเกิดตอนที่กำลังเปลี่ยนแปลงอิริยาบทเป็นส่วนมาก เช่น ขณะเดินจงกรม แล้วกำลังหมุนตัวกลับ จังหวะหมุนตัวนั้นแหละ ถ้าท่านสังเกตดู จะเห็นว่า ภาพที่ตาจะมัวไม่ชัดเจน

>>>> ตอนที่กำลังมีการเพ่งภายในกายอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการเพ่งที่ไม่รุนแรงมากจนเป็นการขาดความรู้สึกตัว ผมเขียนอย่างนี้ท่านจะไม่เข้าใจ ขอให้ท่านลองดูก็ได้ เช่นตอนที่ท่านแปรงฟัน
ท่านกำลังสนใจการแปรงฟันอยู่ กำลังบังคับมือให้เคลื่อนไปตามฟันขณะแปรง ท่านต้องส่งความรู้สึกไปที่ฟันขณะแปรง เมื่อท่านแปรงแบบนี้ ท่านสังเกตสายตาของท่านดู ท่านจะเห็นเองว่า ภาพที่ตาเห็นได้จะมัว ๆ ไม่ชัดเจน

++แบบที่ 3 ลืมตา ภาพไม่มัว แต่ก็ไม่ชัดมาก อาการนี้ จะเกิดเมื่อเพียงลืมตาขึ้นมาเฉย ๆ
แต่ไม่ต้องการจะมองอะไรเป็นพิเศษ ตาจะเห็นภาพเป็นมุมกว้่าง ภาพไม่มัวแต่ก็ไม่ชัดมาก

++++++
จากที่ผมได้ฝึกฝนจนเห็นการทำงานของจิต ผมสังเกตเห็นสภาวะของสายตาในชีิวิตประจำวัน ผมพบว่า
แบบที่ 3 จะเกิดมากที่สุด เกิดบ่อยที่สุด แต่ถ้าท่านไม่สังเกตมัน ท่านจะมองไม่เป็นและไม่รู้จักมัน
แบบที่ 1 จะเกิดเมื่อต้องการเพ่งมองอะไรอย่างตั้งใจ เช่นการอ่านหนังสือ
แบบที่ 2 แบบที่ 2 จะเกิดเมื่อกำลังทำกิจกรรมประจำวันวันต่าง ๆ เช่นอาบน้ำ ซักผ้า แปรงฟัน

*****
เมื่อท่านอ่านถึงตอนนี้...... ท่านคงเห็นว่า ผมไม่ฟันธงในคำตอบให้ท่านเลย
ผมอยากจะแนะำนำท่านว่า ขอท่านอย่าได้กังวลมากเกินไปในเรื่องนี้ เพียงท่านฝึกฝน
ด้วยการมี .ความรู้สึกตัวที่สบาย ๆ . ไม่เพ่งจ้องสภาวะ เพียงรู้สึกถึงสภาวะที่สัมผัสได้
ส่วนสายตาจะเป็นอบ่างไรใน 3 แบบที่ผมเขียนข้างต้น ก็ขอให้ปล่อยให้มันเป็นไปเองครับ

************
บทความท้ายบท

เพื่อนที่ทำงานกลับจากการพักเที่ยง และบอกแก่ท่านว่า เขาเห็นเสือตัวหนึ่ง กำลังวิ่งไล่กัดคนที่ตลาดสด เมื่อท่านฟังแล้ว ท่านจะไม่เชื่อในคำพูดนี้

เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง เพื่อนอีกคนหนึ่ง ก็กลับมาจากพักเที่ยง และพูดเหมือนกับเพื่อนคนแรก
เช่นกัน เมื่อท่านฟังแล้ว ท่านก็ยังไม่เชื่อ แต่จะเริ่มลังเล

เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง เพื่อนอีกคนหนึ่ง กลับมาจากพักเที่ยง และก็พูดเหมือนกับเพื่อนคนแรกอีกเช่นกัน เมื่อท่านฟังแล้ว ท่านจะเชื่อทันทีอย่างสนิทใจ ว่านี่คือเรื่องจริง

นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ ที่พร้อมจะเชื่อเมื่อได้ยินได้ฟังแบบเดียวกันซ้ำ ๆ การหลอกลวงต้มตุ้นจะเกิดได้ง่ายมาก ๆ ด้วยวิธีนี้

>>>
ในเวปบอร์ดตอบปัญหาปฏิบัติธรรม
คนที่ 1 ถึง คนที่ 10 ตอบว่า ให้ปฏิบัติให้จิตนิ่งซิ เมื่อจิตนิ่งแล้วสังเกตได้คือตัวจะนิ่งแข็งเป็นหิน นี่คือการได้สมาธิ
คนที่ 11 ตอบว่า อย่าไปนั่งให้จิตนิ่ง ตัวแข็งเป็นก้อนหิน มันไม่ใช่สมาธิแบบพุทธ

ท่านว่า คนที่ไม่รู้เรื่องการฝึกสมาธิ จะเชื่อ คนที่ 1 ถึง 10 หรือ เชื่อคนที่ 11 กัน





Create Date : 15 เมษายน 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:10:47 น.

สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง ภาค 2

สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง ภาค 2

มีคำถามเข้ามาว่า........
มีข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติขอรบกวนสอบถามค่ะ คือ การฝึกโดยการเคลื่อนไหวที่คุณนมสิการชี้แนะให้นี้สามารถทำควบคู่กับการฝึกสมถะได้หรือไม่คะ หรือว่าควรจะทำแค่อย่างใดอย่างนึง คือปัจจุบันนี้ดิฉันอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังจับแนวทางไม่ถูกค่ะ 


**********************
มาอ่านความเห็นของผมดังนี้

ผมได้เคยเขียนเรื่อง สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง
ไว้ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=30&group=1&gblog=19

ในตอนนี้ผมจะเพิ่มเติมเข้าไปจากบทความก่อน

++++ สมถภาวนา
จุดมุ่งหมายของสมถภาวนาจะมี 3 อย่าง อยู่ที่ใครต้องการแบบใดใน 3 อย่างนี้ มาดูกันครับ

***จุดมุ่งหมายที่ 1 .... ทำสมถภาวนาเพื่อต้องการให้จิตสงบจากนิวรณ์
( หมายเหตุ นิวรณ์ คือ อาการที่จิตกำลังดิ้นรน กระสับกระส่าย ไม่สงบด้วยอาการในจิต )
ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นกันเพื่อให้เข้าใจ 
ตัวอย่างที่ 1 ...สมมุติว่า ท่านเป็นคนกลัวผีมาก และ เผอิญต้องไปพักคนเดียวในโรงแรมเก่า ๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีทางเลือกที่พักอื่น โรงแรมนี้สภาพก็เก่า แถมอยู่ห่างไกลเมืองและอยู่ใกล้กับวัดอีกด้วย แอร์ก็ไม่มี ต้องเปิดหน้าต่างนอน พอตกกลางคืน ก็มีเสียงสุนัขหอนขี้นมา ทำให้เกิดอาการกลัวผีมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็เลยทำสมถภาวนาเพื่อไม่ให้กลัวผี เช่น บริกรรม พุทโธ ตลอดเวลา เพื่อให้จิตไปจับยึดที่พุทโธ จะได้ไม่กลัวผี
ตัวอยางที่ 2 ... สมมุติว่าท่านเป็นชาย มีภรรยาแล้ว พอดีได้เลขาสาวสวยเข้ามาใหม่ เธอหน้าตาดี แถมแต่งตัวเปรี้ยวมาก ท่านเห็นเธอแล้วใจก็เกิดอาการไม่เป็นสุขทันที ท่านก็กลัวใจว่าจะห้ามไม่ไหว ก็เลยไปนึกถึงภาพคนตายที่กำลังขึ้นอืด น่ากลัวแทน เพื่อที่จะบังคับใจที่กำลังหวั่นไหวนั้นให้สงบลงไป

คงพอมองภาพออกนะครับว่า สมภภาวนาแบบนี้เป็นอย่างไร ใช้อย่างไร

***จุดมุ่งหมายที่ 2 ....สมถภาวนาโดยการบังคับจิตให้นิ่งสงบ เช่นฤาษีเขาทำกันในสมัยพุทธกาล การภาวนาแบบนี้ จิตใจของผู้ภาวนาไม่ดิ้นรนอย่างจุดมุ่งหมายที่ 1 แต่การทำเพื่อต้องการทำบังคับจิตนิ่งโดยการให้จิตไปจับยึดสิ่ง ๆ เดียว ไม่ยอมให้จิตหลุดไปไหนเลย
ที่นิยมกันตอนนี้ ก็จะมีการเพ่งกสิณ การภาวนาลมหายใจโดยจับลมที่ปลายจมูก หรือ บริกรรมเร็ว ๆ เพื่อให้จิตจับอยู่กับคำบริกรรมอย่างเดียว สมถภาวนาแบบนี้ ได้ผลคือจิตนิ่ง ตัวแข็งเป็นหิน ถ้าถึงฌาน จะมีความสุขมาก ( สุขมากจริง ๆ ใครที่ภาวนาถึงได้จะเข้าใจดีว่าสุขแบบหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว )

สมถภาวนาแบบนี้ เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเรียนมาก่อนกับดาบส 2 ตน แต่พระองค์ก็ทรงทราบว่า นี่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

ภาวนาแบบนี้ คนที่ได้ฌานมักจะติดสุข และ มักจะเป็นคนโทสะร้ายได้ง่าย ๆ เวลาที่ไม่ได้ภาวนาอยู่

**** จุดมุ่งหมายที่ 3 ... สมถภาวนาเพื่อการพัฒนากำลังจิต เพื่อเป็นฐานสำหรับวิปัสสนาต่อไป เพราะว่า วิปัสสนาจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าจิตไม่มีกำลังพอ ที่ว่า จิตมีกำลัง หมายความว่า จิตตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน ไม่ซัดซ่ายไปไหน และ จิตมีกำลังทีจะต่อสู้กับอาการจิตปรุงแต่งที่เกิดขึ้นมาได้ ( อ่านเรื่อง ชักกะเย่อ ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=07-2009&date=28&group=1&gblog=68 )

สำหรับเรื่องใน blog ของผมเช่นเรื่อง ตัวอย่างการฝึกเพื่อการรู้กาย 
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=30&group=1&gblog=20

ก็เพื่อจุดมุ่งหมายที่ 3 นี้

--------------------------------
+++ วิปัสสนาภาวนา
จุดมุ่งหมาย เพื่อให้เห็นแจ้งความจริงในขันธ์ทั้ง 5 ว่า ขันธ์ 5 นั้นมันเป็น ไตรลักษณ์ มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัวตนของเรา มันเป็นอนัตตา

การที่จะเห็นความจริงแบบนี้ได้นั้น จิตของผู้ปฏิบัติต้องมีกำลังมากและตั้งมั่นอยู่ ซึ่งจิตจะตั้งมั่นอยู่ได้และมีกำลัง ต้องมาจากการฝึกฝน
สมถภาวนาแบบจุดมุ่งหมายที่ 3 มาแล้วเป็นอย่างดี

ถ้าจิตไม่ตั้งมั่น ไม่มีกำลัง ไม่มีทางเจริญวิปัสสนาได้เลย เพราะจะไม่เห็นอาการของขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา เมื่อไม่เห็นอาการขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา มันก็ไม่เกิดการปล่อยวางขันธ์ 5 

เรื่องนี้เขียนมากไม่ได้ เดียวผมจะมีเรื่องราวกับสำนักภาวนาหลายสำนัก 

-----------------------------------------

บทความนี้ ผมหวังว่า ท่านที่ถามมาคงมองภาพออกนะครับว่า การเจริญวิปัสสนานั้น ต้องใช้ฐานรากจากสมถภาวนาแบบที่ 3 มาก่อนเพื่อให้จิตตั้งมั่น จิตมีกำลัง 

เมื่อจิตตั้งมั่น มีกำลังแล้ว จิตรู้ จะแยกตัวออกมาได้จากสิ่งที่ถูกรู้ ในที่นี้คือ ขันธ์ 5 แล้ว จิตรู้ เขาจะพิจารณาขันธ์ 5 เองอันเป็นอาการของวิปัสสนา ที่ต้องเกิดเอง เห็นเองด้วยจิตรู้ ไม่สามารถทำให้เกิดโดยการตั้งใจได้ จึงจะเป็นวิปัสสนา และได้ผลในการปล่อยวางขันธ์ 5 เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพานต่อไป
-------
ทีนี้มาถึงคำถามที่ถามมา ท่านที่ถามคงเข้าใจว่า สิ่งที่ผมเขียนใน blog จะไม่ใช่สมถภาวนา ตอนนี้คงเข้าใจแล้วนะครับว่า มันคือสมถภาวนาตามจุดมุ่งหมายที่ 3 ซึ่งนักภาวนาจะฝึกฝนสมถภาวนาในจุดมุ่งหมายที่ 3 นี้อย่างไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใน blog ที่ผมเขียน หรือ จะฝึกหลาย ๆ อย่างสลับไป สลับมา ก็ได้เช่นกัน 
แต่ที่ผมเขียนแนะนำใน blog ก็เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่คนใหม่ ๆ จะได้อาศัยเป็นแบบฝึก เพื่อจะได้ฝึกได้ครับ

แต่ถ้าใครไม่มีเวลาฝึกตามแบบฝึก จะใช้วิธีการฝึกในชิวิตประจำวันก็ได้เช่นกัน เพราะเพียงเข้าใจหลักการ ฝึกที่ไหนก็ได้ ฝึกอย่างไรก็ได้ ใช้ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าไม่เข้าใจหลักการ ถึงแม้ฝึกตามรูปแบบ ก็จะไม่ตรงกับสมถภาวนาจุดมุ่งหมายที่ 3 ครับ แต่จะเป็นสมถภาวนาแบบอื่นไปเสีย

สิ่งที่ผมเขียนไว้ จะเรียกว่า การเจริญสติ ก็ได้เช่นกัน แล้วแต่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร 


Create Date : 20 เมษายน 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:10:28 

รู้สึกถึงได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปสนใจในสิ่งที่รู้สึกนั้น

รู้สึกถึงได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปสนใจในสิ่งที่รู้สึกนั้น

ยุคนี้ เครื่องโทรเลขได้หมดลงไปแล้ว คงไม่มีใครได้ใช้อีกด้วย
แต่ถ้าท่านดูภาพยนต์สงครามในสมัยเก่า ๆ ก็มักจะมีภาพของเครื่องโทรเลขให้เห็นกัน

ผมก็ไม่เคยเห็นของจริง แต่ที่เห็นในภาพยนต์เป็นว่า เมื่อต้นทางส่งโทรเลขมายังปลายทาง ปลายทางจะได้รับเป็นสัญญาณเสียง ติ๊ด ติ๊ด ที่เป็น รหัสมอส พนักงานปลายทางเมื่อได้ยินรหัสมอส ก็จะจดรหัส ติ๊ด ติ๊ด เหล่านี้และแปลออกมาเป็นคำพูดได้

สมมุติว่า ท่านเป็นผู้เยี่ยมชมสถานีรับโทรเลข พอรหัสมอสเริ่มดัง ท่านจะไม่เข้าใจความหมายในรหัสนั้น แต่จะได้ยินเพียงเสียงติ๊ด ติ๊ด เป็นจังหวะ จังหวะ ไป

ในการปฏิบัติธรรม เมื่อท่านได้ยินเสียงติ๊ด ติ๊ด ของรหัสมอสในโทรเลข นี่คือการได้ยินที่ไม่มีการแปลภาษา เพราะท่านไม่รู้จักรหัสมอส คนที่ไม่ได้เรียนรหัสมอส จะได้ยินแบบนี้และรู้เพียงมีเสียงแต่ไม่รู้ความหมายในเสียงนั้น

ถ้าจะเปรียบทางทางธรรมปฏิบัติ การรู้แบบนี้ที่ไม่รู้ความหมาย ก็เป็นการรู้ทาง .ปรมัตถ์ธรรม. แต่สำหรับพนักงานที่เขารู้รหัสมอส เขาจะแปลภาษาเป็นคำพูดคนได้ นี่คือการ .รู้แบบสมมุติ. ในการปฏิบัติธรรม

ในการปฏิบัติธรรมเจริญสัมมาสตินั้น เพียงท่านรู้สึกตัวที่เป็นธรรมชาติเท่านั้น จิตของท่านจะรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกาย / ใจ ของท่านอันเป็นการรู้ไปเองแบบอัตโนมัติ และเป็นการรู้แบบปรมัตถ์ธรรม

สมมุติว่า ท่านพาแฟนไปกินไอศกรีมยี่ห้อดังที่รสอร่อยในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง พอเมื่อท่านจับถ้วยไอศรีม ท่านจะรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ได้สัมผัส ท่านจะมีเพียงการรู้สึกถึงความเย็น แต่จะไม่แปลภาษาการสัมผัสลงไปกว่านั้นอีกว่า นี่คือเย็น

เพียงท่านรู้สึกได้เท่านั้น อย่างตัวอย่างเรื่องจับถ้วยไอศกรีม ท่านไม่ต้องไปรู้เลยว่า สิ่งที่รู้สึกเรียกชื่อว่าอะไร นี่ท่านก็ได้ปฏิบัติธรรมแล้ว ง่ายใหมครับท่าน

ถ้าท่านมองไม่ออก ก็ลองตอนนี้เลยก็ได้ครับ ไปจับถ้วยน้ำเย็นที่บ้านท่านในขณะที่ตาท่านยังอ่าน blog นี่อยู่

กล่าวในแง่การปฏิบัติ เพียงท่านรู้สึกถึงสิ่งที่กำลังสัมผัสอยู่เสมอ ๆ ด้วยความรู้สึกตัว ไม่ต้องไปทำอะไรอีก ไม่ต้องไปรู้อะไรอีก เพียงรู้สึกถึงการสัมผัสได้โดยผ่านทางระบบปราสาทปรกติของร่างกายเท่านั้น ท่านก็กำลังปฏิบัติธรรมแล้ว โดยที่ท่านไม่ต้องไปสนใจเลยในคำว่า สมถะ วิปัสสนา เพราะมันไม่จำเป็นที่ต้องไปรู้ 2 คำนี้ด้วยซ้ำไปในการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์

ท่านอาจสงสัยในใจว่า รู้สึกอย่างนี้ แล้วอย่างไงต่อไปละ
ผมจะบอกท่านว่า ให้รู้สึกอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มาก ๆ บ่อย ๆ เพื่อเป็นการพัฒนากำลังสัมมาสติ ให้มีความตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิครับ
เพราะว่า ตอนที่จะใช้จริงนั้น ท่านจะใช้ตอนที่ จิตมีการปรุงแต่งทางอารมณ์ของจิตใจและความคิด

ถ้าท่านหมั่นฝึกฝนการรู้สัมผัสไปเรื่อย ๆ จนสัมมาสติตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ พอเกิดการปรุงแต่งทางอารมณ์ของจิตใจหรือความคิดขึ้นมา
กำลังความตั้งมั่นแห่งสัมมาสติ ยังคงอยุ่ จะทำให้ ท่านเห็นอาการของอารมณ์ของจิตใจ หรือ เห็นความคิด ที่เกิดขึ้นมาได้ เมื่อท่านเห็นมันได้ มันจะเป็นไตรลักษณ์ จะทำให้จิตท่านปล่อยวางมันได้ในอนาคต

แต่ถ้าสัมมาสติไม่ตั้งมั่นพอ ท่านจะไม่เห็นอารมณ์ของจิตใจ หรือ ไม่เห็นความคิดที่เกิดขึ้น พอท่านไม่เห็นมันเท่านั้น มันจะลากจิตใจท่านเข้าไปภายในและท่านจะถูกอารมณ์ของจิตใจ หรือ ความคิด ครอบงำ ทำให้ท่านไม่เข้าใจอารมณ์ของจิตใจ ไม่เข้าใจความคิด เมือ่ไม่เข้าใจมัน การปล่อยวางก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย

การปล่อยวางอารมณ์ของจิตใจ ปล่อยวางความคิด ได้เมื่อไร ความทุกข์ทางใจของท่านจะมลายหายไปสิ้น และนี่คือการพ้นทุกข์ในขณะที่ยังมีชิวิตอยู่ ผลของมันจะออกมาแบบนี้ครับ

ผมหวังว่า ท่านคงมองเส้นทางการเดินการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ออกนะครับว่า ปฏิบัติอย่างไร แล้วต่อไปเป็นอย่างไร จึงจะหลุดออกจากการครอบงำของทุกข์ทางใจได้

++
ท้ายบทความ
ความคิด นี่ร้ายนัก ถ้าไม่รู้จักมันจริง มันจะคุมท่านจนโงหัวไม่ขึ้น
มันจะหลอกท่านว่า ต่าง ๆ นานา และจะทำให้ท่านทุกข์อยู่โดยที่ท่านไม่รู้ตัวว่าท่านกำลังทุกข์เพราะโดนมันคุมไว้แล้ว





Create Date : 07 เมษายน 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:11:04 น.

สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง

สมถะ วิปัสสนา ในแนวทางที่ตำราไม่กล่าวถึง

บทความนี้ จะเขียนเรื่องของ สมถะ วิปัสสนา ที่ไม่มีกล่าวไว้ในตำราที่ใด
แต่เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจเองจากการฝึกปฏิบัติมา

1.ผมจะไม่ขอพูดว่า อะไรคือสมถะ อะไรคือวิปัสสนา เพราะ 2 คำนี้ท่านผู้อ่านจะค้นหาคำตอบตามตำราได้มากมายใน Google อยู่แล้ว แต่ถ้าท่านยังใหม่ในธรรมปฏิบัติ ผมก็ขอแนะนำให้ท่านเข้าไปหาความหมายของคำว่า สมถะ วิปัสสนาก่อนที่จะอ่านบทความของผมต่อไป

2. สำหรับการปฏิบัติจริงแล้ว
สมถะ คือ การใช้จิตทำงานโดยมีความตั้งใจ จิตถูกบังคับ ถูกกดช่ม จิตไม่เป็นอิสระ เช่น การส่งจิตไปจับลมหายใจบริเวณปลายจมูก การส่งจิตไปจับที่เท้าเวลาเดินจงกรม การส่งจิตไปจับที่มือเวลาเคลื่อนมือแบบหลวงพ่อเทียน การส่งจิตไปจับที่ท้องที่พองยุบ การเพ่งให้จิตจับความรู้สึกตัว
การเพ่งกสิณให้จิตนิ่ง
และสารพัดวิธีการบังคับจิตให้ทำงานตามความต้องการของผู้ปฏิบัติ

ในขบวนการของสมถะนั้น ยังสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภทอีก
(ขอให้อ่านในข้อ 3 ต่อไป)

วิปัสสนา คือ การปล่อยจิตให้เป็นอิสระ ไม่มีการใช้จิต บังคับจิตใด ๆ ทั้งสิ้น แต่จิตสำหรับเจริญวิปัสสนาได้นั้น สมควรเป็นจิตที่ตั้งมั่นพอสมควรแล้ว และจิตมีสภาพแห่ง "จิตรู้ " เกิดขึ้นแล้ว

3 สมถะ 2 ประเภท
ประเภท 1 เป็นการใช้จิตทำงานก็จริง แต่เป็นการใช้ที่เบา ๆ ละมุมละม่อม เปรียบเหมือนการให้จิตไปจับอะไรที่เบา ๆ โดยจิตนั้นยังสามารถที่จะรับรู้อารมณ์อื่น ๆ ที่จิตไปสัมผัสได้อยู่ เช่น ในการส่งจิตไปจับที่เท้าในการเดินจงกรม ก็ส่งจิตไปจับที่เท้าเบา ๆ ในขณะเดียวกัน จิตก็ยังรับรู้สภาวะธรรมอื่น ๆ ไปด้วย เช่นตายังมองเห็น หูยังได้ยิน กายยังรู้สึกได้ถึงความเย็นความร้อนที่มาสัมผัสกายได้ ถ้าจะเปรียบเทียบอีกอย่าง ก็เหมือนกับที่ฝรั่งจับมือกัน แต่จับแบบเบา ๆ ต่อกัน
การปฏิบัติวิธีนี้ ถึงแม้เป็นสมถะ แต่ก็เป็นสมถะที่ดี ที่เกื้อหนุนต่อการเจริญวิปัสสนาต่อไป

ประเภทที่ 2 ประเภทนี้เป็นการใช้จิตอย่างแนบแน่น หรือ บางที่เรียกว่า เพ่งจิต ไม่ปล่อยจิตให้หลุดไปที่อื่นเลย เช่น ถ้าส่งจิตไปจับที่ปลายจมูกเพื่อดูลมหายใจ ก็จะรู้แต่ที่ปลายจมูก ไม่รู้อารมณ์จิตอื่นเลย ถ้าเปรียบกับใฝรั่งจับมือกัน ก็เหมือนกับการจับมือที่บีบแน่น ไม่ปล่อยให้มือที่กำลังจับหลุดออกไปได้
การปฏิบัติวิธีนี้ เป็นสมถะแบบฤาษี เป็นการบังคับจิตให้นิ่ง ที่ไม่เกื้อหนุนต่อการเจริญวิปัสสนา แต่ถ้าผู้ปฏิบัติกำลังมีจิตตกมาก วิธีนี้ก็ใช้ได้ดีในการแก้จิตตกที่กำลังเกิดอย่างรุนแรง แต่ถ้าจิตหายตกแล้ว ก็ควรหยุดการทำสมถะแบบนี้ ถ้าผู้ปฏิบัติฝึกสมถะแบบนี้ไปนาน ๆ ก็จะเป็นการสร้างปัญหาให้กับตนเองต่อไปในการเจริญวิปัสสนาในอนาคต เพราะการแก้ใขให้จิตหยุดเพ่งแบบนี้เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่ง
ผู้ปฏิบัติในประเทศไทย มักปฏิบัติสมถะประเภทนี้อยู่เสมอ ๆ โดยที่ตนเองไม่เข้าใจว่า สมถะประเภทนี้ไม่เกื้อหนุนต่อการเจริญวิปัสสนา

4. สมถะพร้อมวิปัสสนา
ในการเจริญวิปัสสนาจริง ๆ นั้น ๆ จิตผู้ปฏิบัติต้องถึงพร้อมด้วยกันทั้งสมถะและวิปัสสนาในขณะเดียวกัน จึงจะเจริญวิปัสสนาได้
จิตที่เป็นสมถะ จะมีลักษณะ สงบ ตั้งมั่น ถึงพร้อมด้วยการรู้ที่ว่องไว
จนจิตตสังขารไม่สามารถลากจิตให้หลงไหลไปกับกิเลสที่เกิดได้
ในขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติก็ไม่บังคับ ไม่กดช่มจิต ปล่อยให้จิตที่สงบ ตั้งมั่น ถึงพร้อมด้วยการรู้ที่ว่องไวนั้น ทำงานของมันไปอย่างเป็นอิสระ รู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริง ไม่มีการคิดพิจารณาธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อจิตรู้เห็นสภาวะธรรมเป็นไตรลักษณ์ได้เอง นั้นคือการรู้ที่เป็นจริงตามวิปัสสนาแล้ว

...................
ท่านที่ปฏิบัติมานาน ๆ แล้วยังไม่มีความก้าวหน้า ก็ลองสำรวจวิธีการปฏิบัติของท่านดูว่า สิ่งที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นั้น ท่านกำลังปฏิบัติวิธีใดอยู่



Create Date : 30 พฤษภาคม 2552
Last Update : 29 มกราคม 2555 19:50:00 น.

รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ถูกหรือไม่ในการปฏิบัติ - มุมมือใหม่

รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ถูกหรือไม่ในการปฏิบัติ - มุมมือใหม่

คำถามมีว่า
...รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ถูกหรือไม่ในการปฏิบัติ เช่น กำลังหั่นผัก ก็รู้ว่ากำลังหั่นผัก กำัลังเดิน ก็รู้ว่ากำลังเดิน กำลังนั่งก็รู้ว่ากำลังนั่ง และอื่น ๆ อีก เป็นต้น ...

คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีและละเอียดอ่อนมากครับ และ เป็นสิ่งที่พาคนฝึกใหม่หลงเข้าป่าไปมากต่อมาก จากที่ผมได้อยู่ในแวดวงกรรมฐานมานาน ผมพบว่า มีหลายสำนัก หลายอาจารย์ที่สอนกันอย่างในคำถามทุกประการ โดยการยกนำเอาพระไตรปิฏก สติปัฏฐานสูตร หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในเรื่อง อิริยาบทบรรพ มาเป็นข้ออ้างอิง

ผมเขียนอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า ผมกำลังโต้แย้งคำสอน โต้แย้งพระไตรปิฏก ผมไม่ได้โต้แย้งครับ ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่ผมกำลังจะบอกท่านมือใหม่ว่า ถ้าท่านเข้าใจเรื่องนี้ไม่ตรง ท่านจะปฏิบัติผิดทันทีครับ

มันจะผิดเหมือนกับ superman ที่ใส่กางเกงในไว้ข้างนอก แต่คนทั่วไปใส่กางเกงในไว้ข้างใน ถ้าดูตามเสื้อผ้า มีครบเหมือนกัน คือ มีทั้งกางเกงในและกางเกงนอก แต่ผิดที่ sequence ของการใส่กางเกงครับ

ขอให้ท่านมือใหม่ ลองดูอย่างนี้ก่อนก็ได้ครับ
ถ้าท่านมือใหม่หั่นผักอยู่ และรู้ว่ากำลังหั่นผัก ท่านมือใหม่จะหั่นผักไม่ได้ดีเลย เพราะมันไม่เป็นธรรมชาติครับ เช่นเดียวกัน ถ้าคุณมือใหม่กำลังเดิน แล้วรู้ว่ากำลังเดิน คุณมือใหม่จะเดินอย่างไม่เป็นธรรมชาติและจะมีการเกร็งขึ้นทันที

ขอให้คุณมือใหม่โปรดเข้าใจด้วยครับ การปฏิบัติธรรม ถ้าต้องไปทำอะไรที่ผิดธรรมชาติของคุณแล้วละก็ มันไม่ใช่ทางที่ตรงแน่นอนครับ

ผมจะขอกล่าวในแง่การปฏิบัติให้คุณมือใหม่ได้เห็นภาพครับ
ถ้าคุณมือใหม่กำลังทำอะไรอยู่ เช่น หั่นผัก เดิน อาบน้ำ ขอให้ทำด้วยความรู้สึกตัวก็พอครับ .... ไม่ต้องเกินเลยไปที่ว่า ... ให้รู้ว่า กำลังหั่นผัก ให้รู้ว่ากำลังเดิน ให้รู้ว่ากำลังอาบน้ำ นี่เกินเลยไปแล้ว มันไม่เป็นธรรมชาติเลยครบ และจะกลายเป็นพยายามที่จะไปจ้องการกระทำนั้นๆ อยู่

ทีนี้ คุณมือใหม่ก็อาจสงสัยต่อไปแล้ว ถ้ามันไม่เป็นธรรมชาติ แล้วทำไมในพระไตรปิฏก หรือ สำนักต่าง ๆ สอนกันอย่างนั้นละ
เรื่องนี้ ผมจะบอกคุณมือใหม่ว่า เมื่อคุณมือใหม่ฝึกฝนอยู่ ให้ฝึกฝนอย่างเป็นธรมชาติก็พอครับ แต่เมื่อคุณมือใหม่ฝึกฝนอย่างเป็นธรรมชาติไปมาก ๆ เข้า จะมีขบวนการเกิดขึ้นทางจิตใจ กล่าวคือ จิตรู้ เขาจะมีกำลังและแยกตัวออกมาจากสิ่งทีถูกรู้ ซึ่งอาการแยกตัวนี้ในตอนนี้คุณมือใหม่ยังไม่เกิดอาการนี้ขึ้นครับ

ทีนี้พอจิตรู้เขาแยกตัวออกมาได้จากสิ่งที่ถูกรู้แล้ว เจ้าจิตรู้นี้แหละครับ บางครั้ง (เป็นบางครั้งครับ ไม่ใช่เป็นทุกครั้ง ) เขาจะไปจ้องดูการกระทำของร่างกายเอง โดยที่คุณมือใหม่ไม่ได้สั่งเลย เมือร่างกายคุณมือใหม่ทำอะไร เช่น กำลังหั่นผัก กำลังเดิน กำลังนั่ง กำลังอาบน้ำอยุ่ จิตรู้นี้จะไปจ้องมองการกระทำของร่างกายเองโดยอัตโนมัติ ซึงการที่จิตรู้เขาดำเนินไปเองเช่นนี้ ก็จะตรงกับสิ่งทีกล่าวในคำสอน และในพระไตรปิฏครับที่ว่า เมื่อทำอะไรอยู่ให้รู้ว่ากำลังทำสิ่งนั้น ๆ อยู่
เมื่อจิตรู้ เขาดำเนินการรู้เอง โดยที่คุณมือใหม่ไม่ได้ต้องการ ไม่ได้สั่ง มันจะเป็นธรรมชาติของจิตรู้เอง

ผมแนะนำให้อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=03-2010&date=04&group=5&gblog=79

คุณมือใหม่พอจะมองภาพออกนะครับว่า การปฏิบัตินั้นควรดำเนินอย่างไร
จึงจะไปได้ดีและตรงทาง

ถ้าปฏิบัติไม่ตรงโดยขาดความเข้าใจ คุณมือใหม่ก็จะเป็น superman ทันทีครับทีใส่กางเกงในกลับอยู่ข้างนอกไปเสียแล้ว

**********************************

***บทความท้ายบท***

มานะ คำ ๆ นี้ในภาษาไทยและภาษาธรรม มีความหมายต่างกัน
ความหมายในภาษาไทย ผมคงไม่ต้องกล่าวถึง
แต่ในภาษาธรรม นั้นจะหมายถึง การถือดี การอวดดี ว่าเก่งกว่า รู้มากกว่าคนอื่น

ในจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อเขาได้ปฏิบัติและได้เห็นผลอะไรบางอย่าง เขามักจะบอกคนอื่นให้รู้ อาการบอกคนอื่นให้รู้จะมีอยู่ลักษณะ
++อย่างหนึ่งคือ การบอกแบบมีมานะ บอกในลักษณะของการอวดดี พยายามแสดงว่า ตนเองเจ๋งกว่าคนอื่นอยู่
++และอีกลักษณะหนึ่ง คือ บอกด้วยความเมตตา อยากให้คนอื่นได้รู้ ได้เข้าใจในธรรม เพื่อให้เขาจะได้พ้นทุกข์เหมือนตนบ้าง

ในฐานะผู้ฟัง ก็อาจไม่เข้าใจว่า คนที่กำลังบอกธรรมนั้น เขาบอกแบบมีมานะ หรือ บอกแบบมีเมตตา นั่นไม่สำคัญเท่ากับคนที่กำลังบอกครับว่า เขารู้ตัวเองหรือเปล่าว่า เขานั้นเป็นแบบใด

ท่านที่กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ โปรดสังเกตตัวเองสักนิดในเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ถ้าเกิด มานะ ขึ้นในจิตใจ
ถ้าตัวเองไม่รู้ว่ากำลังเกิดอยู่ มันก็จะเป็นอุปสรรคกางกั้นความเจริญก้าวหน้าในทางธรรมได้ครับ

แต่ถ้าท่านเจนโลกพอ ท่านก็พอจะอ่านออกว่า ใครเกิด มานะ แล้ว
แต่ว่า ถ้าคิดเมตตาบอกเขาแล้วละก็ ต้องเผื่อทำใจไว้ด้วย เพราะคนที่ติด มานะ มักเชื่อว่า ตนเองเจ๋งกว่าเขาอยู่แล้ว เขาจะไม่ฟังใครหรอกครับ เพราะเขาเชื่อว่า เขาดีกว่าท่านนั้นเอง




Create Date : 19 เมษายน 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:10:37 น.
ความว่าง - ความไม่มีอะไร

ผมได้เขียนเรื่องความว่างไว้ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=23&group=1&gblog=10
แต่อ่านแล้วยังมองภาพไม่ชัดพอ และ ยากจะเข้าใจ
ผมจึงเขียนเพิ่มเติมอีกในบทความนี้

ก่อนมาเข้าใจเรื่องนี้ ผมอยากให้ท่านจำลองเหตุการณ์ก่อนว่า
สมมุติว่ามีเครื่อง Notebook 1 เครื่อง ที่กำลังเปิดทำงานอยู่

1...ว่างแบบที่ 1 คือ ความว่างที่อยู่รอบ ๆ เครื่อง Notebook นั้น ถ้าท่านไม่เข้าใจ ก็ขอดูภาพนี้ก่อน ความว่างระหว่างฝ่ามือ


ความว่างแบบนี้ จะเป็นความว่างที่สิ่งของไม่มีอยู่
ดูมันธรรมดาเหลือเกิน แต่ถ้าท่านไม่เคยสังเกตมัน
ท่านก็ไม่เคยเห็นมันเหมือนกัน
เมื่อผมปฏิบัติเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผมพบความว่างชนิดนี้ได้ก่อน เมื่อผมพบใหม่ ๆ ผมดีใจมาก คิดว่า นี่คือ จิตว่าง แต่มันไม่ใช่ครับ

2...ว่างแบบที่ 2 ทีนี้ขอให้ท่านนึกถึงเครื่อง Notebook ครับ
ท่านเปิดเครื่องให้ทำงานแล้ว เครื่องกำลัง boot ครับ แต่มีปัญหาอะไรสักอย่าง หน้าจอไม่ขึ้นอะไรเลย นอกจากภาพขาว ๆ เต็มหน้าจอ
ความว่างแบบที่ 2 นี้จะคล้าย ๆ อย่างหน้าจอขาว ๆ ของ notebook ที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความว่างขาว ๆ ที่หน้าจอ
เมื่อผมพบความว่างแบบนี้ ผมพบโดยที่ผมเห็นการดับลงไปของความคิด หรือ อารมณ์จิต ซึ่งหมายความว่า ท่านต้องฝึกสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จนจิตรู้มีกำลังและเห็นความคิด หรือ อารมณ์จิต มันเกิด-ดับได้แล้ว พอผมเห็นความคิด หรือ อารมณ์จิตมันดับลงไป ผมก็สังเกตเห็นเจ้าความว่างแบบที่ 2 นี้ได้ครับ
พอผมเห็นมันได้แล้ว ทีนี้ มันจะปรากฏตัวให้เห็นอยู่เสมอ ๆ แต่ถ้าตอนที่กำลังจิตตกต่ำลงไป ก็จะไม่เห็นเหมือนกัน
แต่ถ้าวันไหนกำลังจิตดี มันจะแสดงตัวให้เห็นตลอดวันทีเดียว
ว่างแบบที่ 2 นี้ ยังมี 2 แบบครับ คือ ใหม่ ๆ จะเห็นเป็นดวง คล้าย ๆ ดวงจันทร์ แต่พอเห็นได้มาก ๆ เข้า ก็จะเห็นเป็นอีกแบบที่ไม่เป็นดวงแล้ว คือ มันจะแผ่กว้างออกไป เหมือน ดวงอาทิตย์ทรงกลด แต่จะไม่มีดวงอาทิตย์ให้เห็น (ขออภัยที่อธิบายอาจไม่รู้เรื่อง เพราะอธิบายยากจริง ๆ )
เมื่อความว่างนี้ปรากฏให้เห็นอยู่เมื่อใด ทุกข์ใจก็หดหายไปหมดสิ้น
ช่างวิเศษจริง ๆ สำหรับใครที่พบความว่างแบบนี้

3...ว่างแบบที่ 3 อันนี้ขอให้นึกถึงอาการที่ Notebook ไม่เปิดเครื่องครับ หน้าจอไม่มีอะไรเลย ไม่มีแสงออกมา หรือ ถ้าจะคิดว่า ไม่มีเครื่อง Notebook อยู่ก็ได้เช่นกัน
ความว่างแบบนี้ ดูจะธรรมดามาก ๆ เพราะมันมองไม่เห็นอะไรครับ แต่รู้ว่ามันไม่มีอะไรโดยที่ไม่ต้องจงใจไปรู้ในความว่างแบบนี้ ซึ่งถ้าเทียบกับคนทั่ว ๆ ไป เขารู้ว่าไม่มีอะไร ก็ต่อเมื่อ่เขาจงใจที่จะนึกถึงมัน
การรู้ความว่าง หรือ ความไม่มีอะไรในจิตใจแบบนี้ คือ เราจะรู้ว่า ตอนนี้ จิตใจมันไม่มีอะไรอยู่ในนั้นครับ โดยที่เราจะรู้ว่ามันไม่มีอะไรอยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้าจิตใจมีการสั่นไหวเมื่อไร ก็จะรู้เช่นกันว่า มีการสั่นไหวของจิตใจแล้ว

ซึ่งถ้าผมยกตัวอย่างการรู้แบบนี้ก็คล้าย ๆกับว่า

ถ้าท่านนั่งทำงานอยู่ แล้วไม่มีแผ่นดินไหว แผ่นดินมันนิ่งอยู่ท่านก็รู้อยู่ว่าไม่มีแผ่นดินไหว แต่ถ้ามีแผ่นดินไหวเมื่อไร ท่านก็รู้ได้ว่า มีแผ่นดินไหวแล้ว พอแผ่นดินหยุดไหว ท่านก็รู้อีกว่า แผ่นดินหยุดไหวแล้ว

ความว่างแบบที่ 3 นี่ดูธรรมดามาก ซึ่งจะคล้าย ๆ กับแบบที่ 2 ตอนที่กำลังจิตตกต่ำลงไป แต่มันต่างกันตรงที่ว่า ถ้าแบบที่ 2 กำลังจิตตกต่ำลงไป ท่านจะไม่เห็นความว่างแบบที่ 2 คือ มันหายไปเลยที่คล้ายแบบที่ 3 แต่ต่างกันที่ว่า ท่านต้องตั้งใจรู้ถึงความว่าง จึงจะเห็นความว่างแบบที่ 3 ได้
แต่ถ้าท่านปฏิบัติตนเห็นความว่างแบบที่ 3 ได้แล้ว ท่านไม่ต้องจงใจทีจะเห็นมัน มันก็เห็นได้เองอยู่ตลอดเวลาครับ

ความว่างแบบที่ 3 นี้ให้ความสุขสงบแห่งจิตที่มั่นคงปราณีตมากกว่าแบบที่ 2 ครับ

***
ผมไม่รู้ว่า จะยังมีความว่างแบบอื่นอีกหรือไม่

ผมหวังว่า ท่านที่สงสัยเรื่องความว่าง คงพอได้แนวทางจากบทความนี้ว่า สิ่งที่ท่านพบว่ามันว่าง มันเป็นแบบ 1 / 2 / 3 หรือ อาจมีแบบอื่นอีกก็ได้ครับ

ต้องขออภัย ถ้าท่านอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง เพราะเรื่องนี้ เขียนอธิบายเป็นภาษาได้ยากจริง ๆ ครับ


Create Date : 04 เมษายน 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:11:21 น.

ปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไรจริงหรือ

ปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไรจริงหรือ

บทความนี้ เขียนขึ้นเพื่อไว้ให้ชาวพุทธทีสนใจการปฏิบัติได้อ่านกัน และเป็นความเห็นส่วนตัว ถ้าบทความนี้ เกิดไปพาดพิงถึงครูบาอาจารย์ท่านใดในทางลบ ขอให้ท่านได้ทราบว่า มันไม่ใช่เจตนาของผู้เขียนบทความนี้เลย และผมก็ไม่มีใจจะปรามาสต่อท่านผู้ใดทั้งสิ้น
และบทความนี้ค่อนข้างเชื่อได้ยาก เพราะผู้เขียนเป็นเพียงฆราวาสคนหนึ่งเท่านั้น และไม่มีการอ้างอิงพุทธพจน์ดังค่านิยมที่ชาวพุทธส่วนใหญ่ต้องการ และบทความนี้ ยังบังอาจไปแย้งกับครูบาอาจารย์ที่เป็นพระภิกษุที่มีผู้คนเคารพเป็นจำนวนมากอีกเสียด้วย

ฝากไว้ให้ท่านพิจารณาเอาเองก็แล้วกัน
**********************************
เมื่อท่านที่สนในการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ได้มีความเพียรเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ดังที่พระบรมศาสดาได้บัญญัติไว้ให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติกัน

เมื่อท่านลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้อง ผลขั้นต้นอันแรกที่ท่านจะได้คือ จิตรู้ แยกตัวออกจากสิ่งที่ถูกรู้ ทำให้ จิตรู้ สามารถเห็นปรมัตถ์ธรรมของขันธ์ 5 ได้ตามความเป็นจริง นี่คือขบวนการวิปัสสนาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เมื่อจิตรู้ของท่านเริ่มตั้งมั่นมากขึ้นเพราะความเพียรอย่างไม่ลดละ
ผลต่อไปก็คือ ขบวนการหยุด .จิตปรุงแต่ง. ด้วยสัมมาสมาธิ
ขอให้ท่านลองจินตนาการดู วันหนึ่ง ๆ ท่านมีเรื่องทีต้องคิด และมีความวิตกกังวลประดังเข้ามาวันละกี่เรื่อง แต่ถ้า สัมมาสมาธิหยุดจิตปรุงแต่งที่เป็นส่วนของการวิตกกังวลนี้ได้ ชิวิตท่านจะมีความสุขขนาดไหน ท่านจะทำงานอย่างมีความสุขขนาดไหน ผมไม่เฉลย ท่านคงคิดต่อได้เอง จริงไหมครับ

เมื่อท่านมีความเพียรต่อไปอีกจากทีมีความตั้งมั่นแห่งสัมมาสมาธิ
สิ่งที่จะเกิดแก่ท่านตามมาก็คือ ท่านจะมี .ญาณ.
บางท่านอาจมี ญาณ หลายอย่าง
แต่ ญาณ ที่ผมจะกล่าวถึงและเป็นสิ่งที่ใช้ในการดับทุกข์
ก็คือ อาสวขยญาณ

เมื่อ อาสวขยญาณ เกิดในจิตใจท่าน มันจะเหมือนว่า ท่านมียามรักษาการณ์ที่ไม่เคยนอนหลับเฝ้าบ้านท่านไว้ โจรผู้ร้ายไม่อาจกล้ำกลายมาในบ้านท่านได้เลย เพราะยามคนนี้จะไม่เคยหลับเลยและจะเฝ้าบ้านอย่างขยันมาก และ มีดาบอัน คมกลิบ ที่สามารถบั่นหัวโจรร้ายที่บังอาจโผล่เข้ามาในบ้านท่าน
เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น

ถ้ากล่าวในทางธรรม อาสวขยญาณ จะปรากฏให้ท่านรู้ว่า จิตใจของท่านตอนนี้กำลังเป็นอย่างไร เช่น จิตใจของท่านมันมันกำลังว่างเปล่า ไร้ทุกข์อยู่ มันก็รู้ เมื่อมีกิเลสร้ายพยายามจะโผล่ขึ้นมาในจิตใจท่าน มันก็รู้อีก แล้ว อาสวขยญาณนี้จะทำลายกิเลสที่โผล่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วดังฟ้าแล็บ โดยที่ท่านไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย ขบวนการทำลายกิเลสทั้งหมดเกิดอย่างอัตโนมัติทั้งสิ้น

ท่านลองนึกเองก็ได้ ถ้าอาสวขยญาณ เกิดในจิตใจท่าน ทุกข์ใดจะโผล่มาเล่นงานท่านได้อีก

เมื่อท่านมีความเพียรต่อไปอีก จะเกิดมรรคผลในระดับสูงขึ้นไปอีก ซึ่งผมไม่ขอกล่าวถึงในบทความนี้ เพราะผมยังไปไม่ถึงครับ

ท่านชาวพุทธที่เป็นนักปฏิบัติครับ สิ่งที่ผมเขียนมานี้ ท่านจะเห็นว่า นี่คือผลแห่งการปฏิบัติธรรมอันมีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นประธาน
ผลของมัน มีเป็นขั้นเป็นตอน ตามลำดับแห่งการปฏิบัติและกำลังแห่งสัมมาสมาธิ และ กำลังแห่ง ญาณ

เมื่อเป็นอย่างนี้ จะกล่าวได้อย่างไรว่า ปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไร ถ้าไม่ได้อะไร จะมีความเพียรในการปฏิบัติกันไปทำไม จริงไหมครับ

หมายเหตุ ท้ายบทความ

สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ จะอ่านแล้วอาจเข้าใจไม่ได้ หรือ เข้าใจยากสักหน่อย

สิ่งที่ท่านได้จากการปฏิบัติธรรมตามที่ผมเขียนข้างต้นนั้น ท่านจะได้ต่อเมื่อท่านยังมีตัวตนอยู่

แต่ถ้าท่านปฏิบัติจนสิ้นความเป็นตัวตนเสียแล้ว (ไม่ได้หมายความว่า ตาย นะครับ)
ถึงตอนนั้น สิ่งทีท่านได้มาข้างต้น มันก็ไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว




Create Date : 10 มีนาคม 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:12:09 น.

จะหลุดจากการเพ่งได้อย่างไร

จะหลุดจากการเพ่งได้อย่างไร

เพิ่งจะหัดดูกายมาได้ประมาณครึ่งเดือนค่ะ ปฎิบัติในรูปแบบ คือการเดินจงกรม
จะรู้สึกตัวได้ดีเวลาเดินทุกครั้ง แต่รู้สึกว่า เวลาที่รู้สึกตัวทำไมมันถึงต่อเนื่อง แบบว่ารู้เป็นนาทีค่ะ
แล้วก็จะหลงไปแล้วมารู้ใหม่ แต่คิดว่าตัวเองไม่เพ่งนะคะ เพราะไม่อึดอัด
เวลารู้สึกตัวมันจะแบบรู้กว้างๆไปทั้งตัวแต่ไม่เกินขอบของร่างกายแล้วก็จะรู้สึกเหมือนมีสมาธิหน่อยๆ
เหมือนกับเวลาเริ่มนั่งสมาธิค่ะ
แต่ เมื่อสักหกวันที่แล้วตื่นขึ้นมาตอนเช้า มีความรู้สึกตัว
กลับรู้สึกอึดอัด แน่นในหน้าอกแน่นในหู ทั้งๆที่ก็รู้สึกเหมือนเดิมแต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามา
คือเมื่อรู้สึกตัวทุกครั้งจะเพ่งตรงที่รู้ทุกครั้ง ไม่ได้เพ่งอวัยวะนะคะ
คือไม่รู้ว่าอยู่ดีๆการเพ่งมันเกิดได้ยังไง พยายามจะไม่ติดตรงที่รู้ แต่พอรู้มันก็อึดอัดทุกครั้ง
จนท้อแล้วค่ะ พอดีได้อ่านบล็อกคุณ เห็นว่าคุณก็เคยเพ่งมาก่อน อย่างนี้ดิฉันควรรู้สึกตัวในแบบนี้ต่อไปดีไหมคะ
คือให้มันหลุดออกจากการเพ่งเอง ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

**************************
ก่อนอื่น ผมขอบอกก่อนว่า สิ่งที่ผมจะตอบนี้
ไม่มีอยู่ในตำราใด ๆ เป็นสิ่งที่ผมพบเห็นเอง
เข้าใจเองจากที่ผมพบมา
ดังนั้น ท่านที่ติดตำราเป็นกะละแมติดฟัน
ขอความกรุณา อย่าได้อ่านเลยครับ
ผมขอร้องละ
****************************
มาอ่านความเห็นของผมดังนี้

อันดับแรก ควรเข้าใจก่อนว่า การเพ่งมีลักษณ์อย่างไร
ขอให้ดูรูปประกอบ เพื่อความเข้าใจ

การเพ่งมี 2 แบบครับ
แบบที่ 1 คือ จงใจเพ่ง หรือ จงใจที่จะรู้สภาวะ
อันนี้เป็นความจงใจที่จะกระทำ
หรือ จงใจที่จะรู้สภาวะ

ยกตัวอย่างเช่น
ผู้ชายเห็นสาวสวยเดินสวนมา ก็จงใจมองไปยังสาวสวยคนนั้น
ผู้หญิงเห็นกระเป๋ามาใหม่ในห้างสรรพสินค้า ก็เดินเข้าไปดูกระเป๋าใบนั้น
เวลาทำงานในสำนักงาน ได้ยินเสียงเบา ๆ ของคนที่ไม่ถูกกันกำลังพูดอะไรอยู่ ก็จะพยายามฟังว่า เขาพูดนินทาเราหรือเปล่า
เวลาปฏิบัติเดินจงกรม ก็พยามยามจับความรู้สึกที่เท้าที่กำลังเดินนั้น
เวลานั่งสมาธิ ก็พยายามจะจับการกระทบของลมหายใจที่ปลายจมูก

การเพ่งแบบนี้ อยู่ที่ตัวผู้ปฏิบัติเองที่จงใจกระทำขึ้นมา กล่าวคือ จงใจที่จะมองอะไรสักอย่าง จงใจที่จะต้องการได้ยินอะไรสักอย่าง จง
ใจที่จะรู้สภาวะในระหว่างฝีกฝนการปฏิบัติธรรม

จะเห็นได้ว่า นี่คือการจงใจเข้ากระทำ อันเป็นอัตตาตัวตน
ที่เข้าไปกระทำนั้น ๆ นั้นเอง


แบบที่ 2 คือ การเพ่งที่เกิดขึ้นเอง ไม่ได้จงใจกระทำในการเพ่งนั้น
(ดูรูปประกอบด้วยครับ )

การเพ่งแบบนี้ ยังแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบโลกียะ
และแบบโลกุตระ

มาดูกันว่า โลกียะ และ โลกุตระ เป็นอย่างไร

แบบโลกียะ ก็คือ การเพ่งที่เป็นไปเอง โดยความรู้สึกนั้นว่า เป็นของเรา ยกตัวอย่างเช่น

เมื่อปวดฟัน หรือ ปวดขาขณะนั่งสมาธิ จิตจะเข้าไปจับอาการปวดนั้นเอง โดยที่เราบังคับไม่ได้เลย มันจะจับสะอย่างละ จะทำอะไรได้
เมื่อจิตไปจับอาการปวดเข้า ก็จะรู้สึกได้ถึงการปวดที่ยาวนาน ต่อเนื่อง ทรมาน และเป็นว่า การปวดนี่ เราเป็นคนปวด เรานี่กำลังทรมานจากการปวดนี้

แบบโลกุตระ ก็คือ การเพ่ง แต่เป็นการเพ่งที่เกิดเองโดย .จิตรู้. ที่แยกตัวออกมาจากสิ่งที่ถูกเพ่งนั้น เรื่องนี้คนที่ปฏิบัติยังไม่ถึง จะเข้าใจยากสักหน่อย หรือ อาจเข้าใจไม่ได้เลย แต่ขอให้อ่านต่อไป อาจพอเข้าใจได้บ้าง
การเพ่งเองด้วย .จิตรู้.นี้ จิตรู้ เขาจะเพ่งสภาวะธรรมของเขาเอง
เมื่อสภาวะธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นมาแล้ว เช่น
เมื่อความคิดเกิดขึ้น จิตรู้ ไปเพ่งความคิดเอง
เมื่ออารมณ์ไม่พอใจเกิดขึ้น จิตรู้ ไปเพ่งจิตปรุงแต่งที่เป็นอารมณ์ไม่พอใจ
เมื่อจิตว่างเกิดขึ้น จิตรู้ ไปเพ่งจิตว่างนั้นเอง
เมื่อเกิดเวทนาทางกายขึ้น จิตรู้ ก็ไปเพ่งเวทนานั้นเอง

การเพ่งโดย จิตรู้ นี้ ที่ว่าเป็นโลกุตระ เพราะว่า เมื่อ ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกได้ว่า จิตรู้ นี้ไม่ใช่ตัวเรา และ สิ่งที่จิตรู้ไปเพ่งก็ไม่ใช่ของเราเลย
และที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ เมื่อจิตรู้ไปเพ่งเวทนาทางกายนั้น ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สึกทรมานจากเวทนานั้นเลย

*****
เมื่อรู้แบบการเพ่งแล้ว ก็มาดูปัญหาที่ถามมา
เมื่อเกิดอาการอึดอัด ไม่สบายกายขึ้นมา
ขอให้ท่านพิจารณาดูว่า มันเข้าลักษณะการเพ่งแบบใดที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งท่านต้องพิจารณาเอาเองครับ

แต่จากที่ผมพบมาโดยมาก นักปฏิบัติใหม่ มักจะเพ่งโดยทีตัวเองไม่รู้ว่ากำลังเพ่ง เมื่อเพ่งแล้วก็ทำให้ปวดหัว มึนงง ไม่สบายขึ้นมาได้

ขอให้ท่านลองสำรวจตัวเองดูในขณะปฏิบัติดังนี้ครับ
1. เวลาเดินจงกรม มีความพยายามจะรู้ความรู้สึกที่เท้าหรือไม่
2. เวลาฝึกมีความเครียด ไม่ผ่อนคลายหรือไม่
การเพ่งนั้นก็คือ ข้อใดข้อหนึ่ง หรือ ทั้ง 2 ข้อครับ

ถ้าเป็นแบบนี้ วิธีแก้ใข ก็คือ ปรับการปฏิบัติใหม่ในขณะเดินจงกรม
ครับ การเดินจงกรมนั้น ก็คือ
การเดินที่เป็นธรรมชาติ + รู้สึกตัว + ให้จิตใจเขารับรู้สภาวะธรรมของเขาเอง โดยไม่ต้องไปพยายามที่จะรู้ สภาวะธรรมที่เกิดที่เท้าเลย

แนะนำให้อ่านเรื่อง "ตัวอย่างการฝึกเพือการรู้กาย"
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=30&group=1&gblog=20

เรื่องวิธีการฝึกฝนด้วยความผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่พยายามรู้สภาวะธรรม แต่ให้จิตเขารู้สภาวะธรรมเองนั้น ผมเคยอธิบายให้คนฟังหลาย ๆ คน แต่ส่วนมากไม่เห็นด้วย หรือ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามจะบอกเขา ดังนั้น ผมจึงฝากไว้ให้พิจารณาก็แล้วกัน

แต่ถ้าท่านที่ถามมา ยืนยันว่า ไม่ได้เพ่งอย่างจงใจเพ่งอย่างแน่นอน
ดังนั้น ก็จะเหลือ การเพ่งที่เกิดเอง (ดูรูปประกอบด้านสีเขียวอ่อน)

ซึ่งถ้าเป็นแบบโลกียะ ก็คงต้องไปสำรวจดูว่า ร่างกายมีอะไรผิดปรกติใหม ที่ทำให้อึดอัด แล้วแก้ใขที่ร่างกาย เช่น ไปพบแพทย์

แต่ถ้าเป็นโลกุตระ การเพ่งด้วยจิตรู้ที่เป็นไปเอง จะไม่ทำให้เกิดการอึดอัดขึ้นมาได้เลยครับ

ถาพประกอบคำอธิบาย


**************
Update

คนที่ฝึกใหม่ๆ ส่วนมาก มันใช้ประสบการณ์ทางโลกนำไปตัดสินการปฏิบัติธรรม ทางโลกนั้น เวลาดู ก็ดูชัด ๆ เวลาฟังก็ฟังชัด ๆ รู้ชัด ๆ
นี่คือ ทางโลก

แต่พอมาปฏิบัติธรรม มันจะไม่ชัดแบบนั้น มันจะเบา ๆ เหมือนไม่ชัด มันเป็นแบบนี้ ซ้ำร้าย คนสอนบางคนยังสอนอีกว่า .ต้องรู้. ยิ่งเป็นการเน้นว่า .ต้องรู้. นี่คือสิ่งเลวร้ายที่ผิดทางสำหรับการฝึกฝนการปฏิบัติธรรมที่ให้ผล

การปฏิบัติธรรมที่ให้ผลได้นั้น จะรู้เบา ๆ ไม่ชัด รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง เช่น การระลึกรู้ลมหายใจ บางครั้งรู้ได้ แต่บางครั้ง กลับไปรู้อย่างอื่นที่ไม่ใช่ลมหายใจ คนใหม่ ๆ พอเป็นแบบนี้ ก็กลัวผิด ก็เลยไปเพ่งซะ
พอเพ่ง ก็ผิดเลย ถ้าไม่เพ่ง คือ รู้เบา ๆ รู้บ้าง ๆ ไม่รู้บ้าง นี่ของถูก แต่ไม่เข้าใจกัน การปฏิบัติจึงไม่ได้ผลออกมา




Create Date : 04 มีนาคม 2553
Last Update : 29 มกราคม 2555 18:12:31 น.

ตัวอย่างการฝึกเพือการรู้กาย

ตัวอย่างการฝึกเพือการรู้กาย

ผมได้เน้นอยู่ในหลายบทความที่ผมเขียนไว้ blog นี้ว่า
จิตที่ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิและ.จิตรู้ เกิดแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นเหตุเริ่มต้นให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งได้อย่างแท้จริง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญวิปัสสนาที่จะได้ผลต่อไปจนเกิดสภาวะการปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เพื่อการหลุดพ้นแห่งวงจรทุกข์ได้

มีผู้ถามว่า แล้วจะฝึกอย่างไรกันละ เพื่อให้ จิตมันตั้งมั่น ไม่เผลอนาน และ จิตรู้ เกิดได้ ซึ่งผมขอเฉลยว่า ต้องฝึกการรู้กาย ครับ
ผมมีเขียนบทความใน blog นี้เรื่อง กายานุปัสสนาทิ้งไม่ได้เลย ถ้าฐานไม่มั่นคง ลองอ่านเพิ่มเติมได้ครัย

การฝึกกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีหลายวิธีการในการฝึก เช่นการนั่งสมาธิดูลมหายใจ การเดินจงกรม เป็นต้น ซึ่งท่านผู้อ่านจะสามารถหาอ่านได้มากมายใน internet

สำหรับบทความนี้ ผมจะนำเสนอวิธีการฝึกเพื่อการรู้กาย อันเป็นวิธีการที่ผมเคยนำไปสอนผู้ปฏิบัติใหม่ เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย ๆ สามารถปฏิบัติได้ทุกที่
ทุกเวลาที่มีโอกาส จะนั่งท่าไหนก็ได้ ขอให้นั่งให้สบาย จะฝึกตอนว่าง ตอนดู TV ตอนฟังวิทยุก็ยังได้ ตอนเข้าห้องน้ำกำลังถ่ายก็ฝึกได้ ตอนอาบน้ำก็ฝึกได้ ขอให้ฝึกให้มาก ๆ ครับ วิธีฝึกขอให้ดูจากรูปข้างล่างนี้

หลักสำคัญในการฝึกมีอยู่ 2 อย่างที่ละเลยไม่ได้เลย ก็คือ
1 ในขณะฝึก อย่าใจลอย อย่าพูดคุยกับใคร แต่ฟังเขาพูดได้
นั่นคือให้รู้สึกตัวอย่างเป็นธรรมชาติ และสบาย ๆ อย่าได้เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จำไว้นะครับ ต้องเป็นธรรมชาติและสบาย ๆ
2 ในขณะที่กำลังเคลือนมือไปมาเพื่อการฝึก
เมื่อฝึกใหม่ ๆ ท่านอาจจะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ามือได้ ท่านไม่ต้องไปกังวลใจในเรื่องนี้ แต่ผู้ฝึกไม่ว่าจะใหม่เพียงใด ต้องรู้สึกถึงการลูบของฝ่ามือกับแขนได้อย่างแน่นอน การรู้สึก ก็เพียงรู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน ขอให้ลองดูง่าย ๆ ดังนี้ ให้ลองเปิด TV ดูแล้วลูบแขนไปด้วยในขณะดู TV ถ้าท่านยังรู้สึกได้ถึงการลูบการสัมผัสนี้ที่เกิดขึ้น ก็ใช้ได้แล้ว
ขอเพียงให้รู้สึกก็พอ ไม่ต้องไปคิดว่า รู้สึกอย่างไร ถ้าท่านฝึกแล้วรู้สึกได้และรู้สึกด้วยว่าเป็นธรรมชาติ นั่นแหละใช้ได้แล้ว

การฝึกนี้สมควรฝึกบ่อย ๆ ฝึกทุกวัน ทุกโอกาสที่ทำได้ ถ้าท่านมีเวลาสั้น ๆ เข่น 5 - 10 นาที ก็ขอให้ฝึก แต่ขอให้ฝึกจำนวนครั้งให้มากเข้าไว้ ถ้ามีเวลาว่างมากเช่นกำลังดู TV ก็ควรฝึกไปด้วยได้นาน ๆ เพราะการฝึกนี้จะเป็นการสะสมกำลังความตั้งมั่นให้เป็นสัมมาสมาธิ และการเกิดขึ้นของ .จิตรู่. ได้

อย่าลืมนะครับ ว่า การฝึกตั้งสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ รู้สึกตัว และรู้สึกถึงการลูบการสัมผัสได้ ง่ายไหมครับวิธีนี้

ตอนนี้ ถ้าท่านเป็นมือใหม่ในการฝึก อย่าเพิ่งไปดูจิตในตอนนี้ เอาเป็นรู้สึกถึงกายก่อน ให้ฝึกไปมาก ๆ เอาเป็นว่า สัก 3 เดือนขึ้นไป แล้วทีนี้ท่านจะฝึกควบคู่ไปด้วย ทั้งรู้กาย ทั้งรู้จิต ก็พอจะได้แล้วครับ

**** เวลาลูบ ให้ลูบอย่าง นุ่มนวล ทนุทถอมเหมือนกำลังลูบเด็กอ่อนอันเป็นที่รักของเรา ลูบเบา ๆ แต่ให้สบาย ๆ อย่าเกร็ง
อย่าสักแต่ว่าลูบแบบผ่าน ๆ ไปชนิดว่าขอไปที อย่างนี้จะไม่ได้ผลดีสำหรับคนฝึกใหม่ *****

ขออภัยด้วยครับ รูปไม่สวยเท่าใด ผมทำได้แค่นี้เอง


ท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ฝึกก้าวหน้าแล้ว
ขอให้ท่านสังเกตดูครับว่า เมื่อท่านฝึกไปเรื่อย ๆ ท่านจะเริ่มรู้อาการของกายก่อน เช่น เวลากระพริบตาก็จะรู้ได้ เวลาอ้าปากเคี้ยวอาหารก็จะรู้ได้ว่าปากมันขยับไปมา เป็นต้น นี่เป็นการบอกว่า ท่านกำลังฝึกได้ผลแล้วครับ
ขอให้ฝึกต่อไป ฝึกต่อไปนะครับ แล้วผลที่ได้จะยิ่งมากขึ้น มากขึ้น เพราะเป็นการสะสมของสัมมาสมาธิ นั้นเอง



***********
ถ้าลูบมือแล้วเมื่อย จะใช้.ลูบขา.ก็ได้เช่นกัน หรือจะลูบท้อง หรือ อะไรก็ได้
ที่สดวกและสบาย

**********************
ตัวอย่างที่ 2

ท่านอาจใช้การฝึกโดยวิธีกำมือ-แบบมือ ฝึกไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ สบาย ๆ
แทนการลูบแขนก็ได้ วิธีนี้ สามารถใช้ในหลาย ๆ สถานที่ ที่คนเขาไม่สังเกตเห็นได้ เช่น ขณะนั่งรถเมล์ ในขณะเข้าประชุมในบริษัท ขณะรอคิวซื้อสิ้นค้า ในขณะที่กำลังนอนแต่ยังไม่หลับ

จำไว้นะครับ ต้องสบาย ๆ ค่อย ๆ ทำ และรู้สึกตัว และรู้ความรู้สึกเมื่อมีการกำมือ แบบมือ

******************

ตัวอย่างที่ 3 การเดินจงกรม
การเดินจงกรม ก็คือ การเดินกลับไปกลับมาและฝึกฝนการมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิไปด้วยในขณะเดิน
วิธีเดิน ก็คือ เดินธรรมดาแบบที่ท่านกำลังเดินเป็นปรกติอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ต้องช้าเป็น slow motion
แต่ขอให้เดินแบบสบาย ๆ เหมือนท่านเดินสูดอากาศยามเช้าที่บริสุทธิ ท่านไม่ต้องรีบเร่งในการเดิน
เดินไปช้า ๆ สบาย ๆ ในขณะที่เดิน ตาท่านยังคงมองเห็นภาพดีอยู่ แต่ท่านไม่ต้องจ้องมองอะไรเป็นพิเศษ
หูคงได้ยินอยู่ ขอให้ท่านสังเกตว่า ในขณะที่ท่านกำลังเดินนั้น จะมีความรู้สึกสั่นไหวที่กล้ามเนื้อขาด้วย
ในขณะที่เดินจงกรมอยู่
ขอให้เดินแบบนี้กลับไปกลับมา บ่อย ๆ
ในการเดินจงกรมนั้น ท่านสามารถใช้ฝึกในชิวิตประจำวันได้ด้วย เช่น ขณะเดินไปทำงาน เดินในที่ทำงาน
เดินไปรับประทานอาหารกลางวัน หรือ เดินซื้อของกินของใช้

ทีนี้ ท่านอาจเคยฝึกสายวัดป่า ที่เดินจงกรมพร้อมบริกรรมพุทโธ ท่านจะบริกรรม หรือ ไม่บริกรรม มันไม่สำคัญครับ
แต่ที่สำคัญก็คือ ท่านต้องเดินอย่างมีความรู้สึกตัว พร้อมรู้ความรู่สึกจากการทำงานของระบบประสาทต่าง ๆ ของร่างกายของท่าน

ไม่ยากเลยใช่ใหมครับการเดินจงกรม


*********************
ตัวอย่างที 4

ใช้ปลายนิ่งโป้ง และ นิ้วชี้ สัมผัสแตะ - ปล่อย
แตะ-ปล่อย เบา ๆ เป็นจังหวะ ไป ขอให้ทำอย่างสบายๆ อย่าเครียด
อย่าเกร็ง เมื่อท่านแตะนิ่ว ก็จะรู้สึกถึงการสัมผัสที่เกิดขึ้นจากการแตะ
เมื่อนิ้วไม่แตะกัน ความรู้สึกนั้นก็หายไป
ท่านี้จะดี เพราะคนอื่นเขาจะไม่รู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ จึงไม่เป็นที่สังเกตของคนอื่น


*********************

ตัวอย่างที่ 6

ท่านไปหาซื้อพัดมา 1 อ้น ไม่ต้องแพง ราคาสัก 20 -30 บาท
ในขณะทีท่านกำลังนั่งรอพระเพื่อใส่บาตร หรือ นั่งดู TV ที่บ้าน ก็ใช้พัดที่ซื้อมานี้ครับ พัดไปมาเบาๆ เพื่อคลายร้อน หรือ เพื่อไล่ยุง
ในขณะที่พัดอยู่ ขอให้ท่านพัดอย่างสบาย ๆ
ในขณะที่ท่านพัดอยู่พร้อมดัวยความรู้สึกตัว ท่านจะรับรู้ลมทีมากระทบผิวหนังของท่านได้ ตาท่านก็ยังเห็นอยู่ หูท่านก็ยังได้ยิน เมื่อมื่อท่านส่ายไปมาในขณะที่พัด ท่านก็รู้สึกถึงการเคลื่อนการไหวของมือได้ด้วย

เมื่อท่านใช้พัด ท่านก็ลดการใช้พัดลมได้ เท่ากับประหยัดไฟฟ้าที่ใช้ แถมยังเป็นการฝีกฝนกายานุปัสสนาสติปัฏฐานไปในตัวทีเดียว

วิธีใช้พัดนี้ ดีมากสำหรับประเทศไทยทีมีอากาศร้อน เมื่อท่านฝึกใช้พัด มันจะเป็นธรรมชาติและคนที่เห็นท่านจะไม่รู้ว่าท่านกำลังฝึกอยู่
ดังนั้น ท่านใช้ในการฝึกยังสถานที่ต่าง ๆ ในทีชุมชนได้เป็นอย่างดี

***********************
ตัวอย่างที่ 7
ถ้าท่านมีเศษกระดาษที่ใช้เขียนแล้วไม่ใช้ หรือ ถุงอลูมิเนียมบาง ๆ ที่เขาใส่กาแฟ หรือใส่ครีมใส่กาแฟ ท่านเอามา 1 แผ่น แล้วขยำให้มันเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดพอเหมาะ ให้ท่านลองกำลูกกลม ๆ นี่ในมือ
ขอให้กำได้สบาย ๆ ไม่ใหญ่ไป ไม่เล็กไป เนื่องจากกระดาษ หรือ ถุงอลูมิเนียมจะมีความแข็งเล็กน้อย เมื่อท่านขยำเป็นก้อนกลม มันจะไม่เรียบ ผิวของมันจะขรุขระ เมื่อท่านกำในมือจะรู้สึกได้ดี
ในการฝึกในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะดูทีวี ก็กำลูกกลม ๆ นี้เล่นไปมา ตาก็ดูทีวีไปด้วย มือก็กำลูกกลมนี้เล่นไปด้วยอย่างสบาย ๆ

******************

ตัวอย่างที่ 8 ท่าฝึกของท่านเอง สำหรับที่ท่านการฝึกฝนมาแล้วอย่างมากและมีความขยันหมั่นเพียรในการฝึก เช่น ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปแล้ว ในการฝึกในระดับนี้ ท่านสามารถประยุกต์ท่าฝึกต่าง ๆ ขึ้นมาได้เอง เพราะท่านจะเข้าใจว่า การฝึกที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ขอให้ท่านหาท่าฝึกที่เหมาะกับท่าน แล้ว ให้ท่านฝึกท่าของท่านเอง

***********************
**หลักการและเหตุผล**


จากภาพ
ในขณะที่เราฝึกลูบหรือฝีกสัมผัสร่างกาย จะมีความรู้สึกเกิดขึ้นจากการสัมผัสหรือความรู้สึกที่เกิดจากการลูบ ซึ่งความรู้สึกนี้จะรู้ได้ด้วย.จิตรู้.
เมื่อท่านฝึกจะเป็นการกระตุ้น.จิตรู้.
เมื่อท่านฝึกไปมาก ๆ .จิตรู้.จะเกิดเด่นขึ้นและมีกำลังมากขึ้น จนสามารถแยกตัวออกมาได้เอง

สำหรับคนปรกติที่ไม่ได้ฝึกฝน เขาจะรู้แต่ด้านขวามือ อันเป็นการทำงานตามปรกติของปุถุชนทั่ว ๆ ไปนั้นเอง อันเป็นการทำงานในขันธ์ 5 ซึ่งสัญญาขันธ์ และ สังขารขันธ์ จะเป็นตัวทำให้คนปรกติรับรู้เรื่องราว รับรู้ความหมายในเรื่องที่รับเข้ามาได้

***********

ถ้ามีข้อสงสัยในการฝึก ขอให้ถามมาในห้องรับแขก ผมจะไขความกระจ่างไห้

*****
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม
วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ จะเริ่มต้นอย่างไรดี - มุมมือใหม่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=01-2010&date=20&group=5&gblog=69

เมื่อเดินตามวิถีแห่ง.มรรค. .ผล.ก็จะเกิดตามมาเอง - มุมมือใหม่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=01-2010&date=11&group=5&gblog=61




Create Date : 30 พฤษภาคม 2552
Last Update : 29 มกราคม 2

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความว่างที่ผมพบมาในการปฏิบัติ

ความว่างที่ผมพบมาในการปฏิบัติ

ในข้อเขียนนี้ ผมจะเขียนขึ้นจากสิ่งที่ผมประสบมาจากการปฏิบัติธรรมในเรื่องความว่าง

1. ความว่างในบทความนี้ คืออะไร
ความว่าง มันก็คือว่าง ไม่มีอะไรเลย สำหรับสภาวะธรรมแล้ว
ความว่างนี้ จะหมายถึง จิตใจที่กำลังว่างเปล่า ปราศจากการปรุงแต่งใด ๆ ทั้งสิ้นในจิตใจ แต่ยังพร้อมอยู่ด้วยสภาวะของการรู้

2. เมื่อใครก็ตามที่ได้เจริญสติปัฏฐาน 4 อย่างถูกต้องถูกทาง เขาจะพบสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของตนเองก็คือ เมื่อมีการปรุงแต่งเกิดขึ้นในจิตใจ ไม่ว่า สิ่งปรุงแต่งนั้นจะดีหรือเลว เป็นบุญหรือว่าเป็นบาป จะมีพลังงานอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในจิตใจ ที่ผู้ปฏิบัติจะสัมผัสพลังงานนั้นได้ พลังงานนี้จะมีลักษณะเป็นก้อนเป็นดวงขึ้นมา บอกไม่ได้ว่า ก้อนเล็กหรือก้อนใหญ่ บอกไม่ได้ว่า ตั้งอยู่ที่ใด แต่สามารถสัมผัสถึงก้อนพลังงานนี้ได้ เมื่อก้อนพลังงานอันเกิดจากการปรุงแต่งของจิตใจปรากฏขึ้น เมื่อนั้น จิตใจก็จะไม่ว่างเสียแล้ว

3.ผู้ปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติมาถูกทาง เมื่อเขาได้พบกับความว่าง เขาก็จะเข้าใจได้ว่า ความว่างนั้น ก็สักแต่ว่าเป็นสภาวะธรรมอย่างหนึ่ง มันไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ยินดียินร้ายในสภาวะธรรมที่เป็นความว่างนี้

4 แต่สำหรับผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติมาไม่ตรงทาง เขาจะไปสร้างความว่างขึ้น เกิดความอยากต้องการให้จิตว่าง เพราะมักจะได้ยินสรรพคุณความสุขอันมากจากจิตที่ว่าง เขาจะสร้างจิตว่างขึ้นมาโดยการบังคับจิต กดข่มจิต ไม่ให้จิตใจรับรู้อะไรเลย และเขาเข้าใจว่า จิตใจที่เขาสร้างนี่เป็นความว่าง แต่เขาไม่รู้หรอกว่า อันว่าความว่างชนิดนี้ เป็นความว่างที่ประกอบด้วยความหลง (อันเป็น โมหะ) และ ความต้องการที่จะบังคับจิต และความอยากได้ความว่าง (อันเป็น โลภะ)
มันจึงไม่ใช่ความว่างที่เป็นจิตใจที่ว่างอยู่ตามธรรมชาติมันเอง ผู้ปฏิบัติที่สร้างความว่างชนิดนี้ขึ้นมา มักจะบูชาความว่างนั้น และยอมรับว่า ความว่างนี่เป็นเขา เป็นของเขา เมื่อใครมาทำให้จิตใจของเขาสูญเสียความว่างขึ้นมา เขาก็จะโกรธเป็นอันมาก ความว่างชนิดนี้ มักจะอยู่ได้ในขณะที่กำลังนั่งสมาธิตัวนิ่งแข็ง ไม่ไหวติง ถ้าเมื่อใดที่สมาธิของเขาถอนออก ความว่างชนิดนี้ก็จะหายไปทันที

5.การเข้าถึงความว่างเองตามธรรมชาตินั้น จะได้มาจากการเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิ อย่างถูกต้องและมีกำลังสัมมาสมาธิค่อนข้างมั่นคงแล้ว
ดังนั้น ความว่างชนิดนี้ จะเกิดอยู่ได้เองถึงแม้ว่าจะไม่ได้นั่งสมาธิ หรือเกิดอยู่ได้เองในขณะที่กำลังทำกิจวัตรประจำวันส่วนตัวอยู่
เมื่อผู้ปฏิบัติที่ยังไม่เคยพบกับความว่างตามธรรมชาติแห่งจิตใจ เขาจะมองไม่ออก จะดูไม่เห็น แต่เขาจะเห็นได้แต่พลังงานจิตปรุงแต่ง (ดังที่เขียนในข้อ 2 ) ที่มันเกิด-หยุด เกิด-หยุด เป็นพัก ๆ ไป ต่อเมื่อเขาเห็นพลังงานจิตปรุงแต่งเกิด-หยุด เกิด-หยุด ได้บ่อย ๆ จนชำนาญ เขาจะพบและเห็นความว่างของจิตใจได้เองสักวันหนึ่ง เมื่อเขาได้พบความว่างแห่งจิตใจได้ 1 ครั้งแล้ว เขาจะไม่มีความลำบากที่จะเห็นความว่างแห่งจิตใจอีกเลย เขาจะเห็นจิตใจที่ว่างได้บ่อย ในทุกอิริยาบท ไม่ใช่เห็นได้แต่เพียงขณะนั่งสมาธิ ตราบเท่าที่สัมมาสมาธิยังตั้งมั่นอยู่ได้

6.อาจมีผู้สงสัยว่า ความว่างที่ผมพูดนี้คือนิพพานใช่หรือไม่ เรื่องนี้ผมไม่อาจเฉลยได้ อันเนื่องจากว่า นิพพาน ก็เป็นชื่อสภาวะธรรมทางจิตใจอย่างหนึ่งที่ไม่มีการแปรเปลี่ยน แต่ผมขอคาดเดาว่า ถ้าใครก็ตามที่สามาถปฏิบัติธรรมจนเห็นจิตใจที่ว่างเปล่าได้อยู่ตลอดเวลาแล้ว เขาก็คงสัมผัสกับนิพพานเช่นเดียวกัน

7.อย่าหลงใหลความว่าง อย่าอยากได้ความว่าง อย่าสร้างความว่างขึ้นมาจากความอยาก
ถ้าหลงไหล ถ้าอยากได้ ถ้าสร้างขึ้นมา จิตใจมันก็ไม่ว่างแล้วแล้วท่านจะได้ความว่างได้อย่างไรกัน

8.เรื่องความว่างพูดมากไม่ได้ เพราะคนที่ว่าเขาได้พบความว่างแล้ว เขาก็จะมีทิฐิประจำตัวที่เชื่อว่าสิ่งที่เขาพบนั้นเป็นความว่างจริง ไม่ใช่ของเก๊ แต่เมื่อใดที่เขาได้พบทั้งของจริงและของเก๊ เขาจะรู้ทันทีเลยว่า อันไหนจริง อันไหนเก๊

ขอจบเรื่องนี้เพียงเท่านี้ อย่าได้เชื่อผม จนกว่าท่านจะพบเองทั้งว่างจริง ว่างเก๊ นั้นแหละ


Create Date : 23 พฤษภาคม 2552
Last Update : 29 มกราคม 2555 19:54:30 น.

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีเจริญจิตภาวนา จากหนังสือ อตุโล ไม่มีใดเทียม


วิธีเจริญจิตภาวนา
จากหนังสือ อตุโล ไม่มีใดเทียม
บันทึกโดย พระโพธินันทะมุนี (สมศักดิ์ ปฺณฑิโต)
รวบรวมและเรียบเรียงโดย รศ. ดร.ปฐม นิคมานนท์
                                       ขวา ค้นศัพท์
        ผู้เขียน(Webmaster)ขอกราบอาราธนาคำสอนเรื่อง "วิธีเจริญจิตภาวนา" ของพระอริยเจ้า หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ที่บันทึกไว้ในหนังสือ อตุโล ไม่มีใดเทียม (หน้า๔๑๕) มาบันทึกไว้ ณ.ที่นี้ โดยครบถ้วนตามต้นฉบับเดิม  [แต่มีการเพิ่มเติมขยายความคำอธิบายของผู้เขียนโดยใช้อักษรสีนํ้าเงิน] และ เน้นข้อความของท่านที่เห็นความสำคัญโดยสีม่วง  นอกนั้นผู้เขียนได้คงไว้ตามต้นฉบับเดิมอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ [สำหรับท่านที่ต้องการอ่านข้อความของท่านหลวงปู่ล้วนๆโดยไม่มีคำอธิบายของ Webmaster สอดแทรก Linkได้ที่นี่]                
        นักปฏิบัติที่มีความเข้าใจใน ปฏิจจสมุปบาท หรือ ขันธ์๕ โดยเฉพาะผู้ที่เห็น จิต(จิตสังขารหรืออาการของจิต เช่น ความคิด, ราคะ, โทสะ, โมหะ จิตปรุงแต่ง จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ ฯลฯ - หาอ่านรายละเอียดได้ในบทสติปัฏฐาน๔หรือเห็น เวทนา) ในขณะใดๆบ้างแล้ว(จิตตานุปัสสนาและเวทนานุปัสสนา) เช่น เห็นจิตหรือเวทนาขณะที่เกิดขึ้นบ้าง หรือขณะเสื่อม(แปรปรวน)บ้าง หรือขณะดับไปอย่างไม่มีแก่นแกนบ้าง ก็จะเข้าใจได้ง่าย  และขอให้โยนิโสมนสิการในความเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ) หรือปรมัตถสัจจะที่เมื่อธรรมารมณ์หรือความคิดที่กระทบกับจิตแล้ว ย่อมเกิดผลขึ้นเป็นธรรมดา  ประดุจเดียวกับการที่สิ่งต่างๆกระทบกับกาย (โผฏฐัพพะ-กายผัสสะกับสิ่งต่างๆ) ก็จะยังประโยชน์แก่นักปฏิบัติอย่างสูง
พนมพร

วิธีเจริญจิตภาวนา ตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

        ๑. เริ่มต้นอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก  [ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบการปฏิบัติสมถสมาธิ  ทำในขณะจิตตื่นปกติในวิถีชีวิตประจำวันได้ ในช่วงว่างๆ ใจสงบ สบาย แค่ไม่ซัดส่ายส่งออกไปปรุงแต่งในเรื่องต่างๆนาๆ  หรือถ้าต้องการใช้สมาธิก็ใช้ระดับขณิกสมาธิก็พอเพียงแล้ว การใช้สมาธิที่ลึกละเอียดมักจะทำให้เกิดภวังค์และนิมิต เลื่อนไหลไปท่องเที่ยวอยู่ในจิตภายในอันเป็นปฏิปักษ์กับการเจริญวิปัสสนานี้]
        ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว
[มีสติแค่รู้อยู่อย่างสบายๆ  แต่ก็ไม่คิด,ไม่คิดนึกปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น  ใหม่ๆก็ยากหน่อยเป็นธรรมดา  เพราะธรรมชาติของจิตปุถุชนโดยทั่วไป ย่อมมักจะส่งส่ายออกไปคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ หรือปรุงแต่งตามสิ่งที่มาผัสสะผ่านทางอายตนะภายใน อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ]
        รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ "รู้อยู่เฉยๆ" ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ  อย่าบังคับ  อย่าพยายาม  อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม
[คือ อย่าปล่อยให้เลื่อนไหลไปตามความคิดนึกปรุงแต่ง หรือการเลื่อนไหลไปตามกำลังอำนาจสมาธิที่ลึกเกินไป เช่น ภาพนิมิต หรือนามนิมิตเช่นความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ ที่ผุดขึ้นขณะอยู่ในสมาธิที่ลึกเกินไป  และระวังอาการจิตที่เรียกว่าจิตส่งใน]
        เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ  [แส่ไปตามความคิด,คิดนึกปรุงแต่งต่างๆ   หรือการสอดแส่ไปใน อารมณ์ อันหมายถึงในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จากภายนอกต่างๆที่มากระทบได้] โดยไม่มีทางรู้ทันก่อนเป็นธรรมดา  [จึงหมายถึงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ถูกต้องไม่ต้องกังวล  และจะเกิดอย่างนี้เป็นประจำเสมอๆ แต่อย่าท้อแท้เพราะเป็นเช่นนี้เป็นธรรมดา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง]สำหรับผู้ฝึกใหม่  ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง [ทำดังนี้ให้เชี่ยวชาญชำนาญยิ่ง]  เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่[มีสติ] และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ [จิตที่สอดแส่ไปคิด,คิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ  หรือปรุงไปใน รูป เสียง ฯ.ที่กระทบ] ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร  เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ [คือสังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่าง จิตมีความรู้ตัวอยู่กับที่คือมีสติ  กับ  จิตขณะปรุงแต่งย่อมเกิดการผัสสะจึงย่อมเกิดเวทนาต่างๆเป็นสุขเป็นทุกข์ขึ้นเป็นธรรมดา จึงย่อมเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน  อันจะยังให้เกิดปัญญาหรือญาณอันสำคัญยิ่ง จากการได้เห็นได้หยั่งรู้ได้ด้วยตัวตนเอง-ปัจจัตตัง]
        จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป [มีสติ  รักษาสติอย่าให้เลื่อนไหลไปสู่สมาธิหรือฌานที่ลึกละเอียดประณีต  เพราะ ณ ขณะนี้เป็นการฝึกสติให้เห็นจิต อย่างต่อเนื่อง มิใช่การมุ่งเน้นทำสมถสมาธิ แต่เป็นการมุ่งเน้นวิปัสสนา ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก [เป็นธรรมดาโดยธรรมชาติของจิต อีกเช่นเดิม เพราะย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆทีเดียวเป็นธรรมดา จึงไม่ต้องท้อแท้หรือหงุดหงิดเมื่อเกิดขึ้น  แต่เมื่อจิตปรุงแต่ง]จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป [ขณะที่จิตอิ่มตัว แล้วกลับมารู้ตัวหรือมีสตินั้น  ต้องอุเบกขา คือไม่เอนเอียงไปแทรกแซงด้วยถ้อยคิดกริยาจิตใดๆในเรื่องนั้นอีกด้วย]
        ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิ [เป็นสัมมาสมาธิ เพื่อการวิปัสสนา ที่ไม่ได้มุ่งหวังในความสงบสุขสบายแต่อย่างใด] ในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" [กริยา อาการ และการกระทำของจิต] โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร [อันจะสั่งสมจนเกิดเป็น สังขาร อันมิได้เกิดแต่อวิชชา  แต่เป็น สังขารที่เกิดแต่วิชชาที่จะนำพาให้พ้นทุกข์อย่างถาวรต่อไป]
        ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป  [เพราะการปฏิบัติขณะจิตฟุ้งด้วยกำลังแรงกล้า ก็จะไม่บังเกิดผลเพราะใจที่ซัดส่ายและเพราะขาดความชำนาญ หรือขาดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในขั้นต้น  ดังนั้นเมื่อไม่เห็นผลได้ด้วยตนเองก็ย่อมเกิดความท้อแท้ หรือวิจิกิจฉาว่าไม่ถูกต้อง อันย่อมบั่นทอนความเชื่อความเข้าใจไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่มีกำลังใจในการปฏิบัติครั้งต่อๆไป]
[ผู้ที่เห็นจิต - จิตสังขาร - สังขารขันธ์อันคือความคิดความนึก และเวทนา ได้แล้วและค่อนข้างสมํ่าเสมอจากความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทหรือขันธ์๕ อาจข้ามไปที่ข้อ ๒ เลย]
        ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ [เนื่องจากไม่เคยปฏิบัติในแนววิปัสสนาให้เห็นจิต หรือความคิดความนึก หรือเพราะยังไม่มีสัมมาสมาธิอย่างถูกต้อง] ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต
        พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง [เป็นอุบายวิธีเพื่อหาที่ให้จิตรวมเป็นหนึ่ง เป็นสัมมาสมาธินั่นเอง]
        ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว
        เมื่อกำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึก(ความคิดนึก)ชัดเจนดี ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้
        ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที
        เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง
        ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล" [ข้อกำหนด ข้อบังคับ ตั้งเจตนาเพื่อให้มีความตั้งใจอันแน่วแน่]
        การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป
        แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
        ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่อง ถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ
        เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคย เปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย [แต่ก็ต้องนุ่มนวล ไม่ตึงเครียดจนเกิดอาการต่างๆ]
        เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย
        เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ [เช่น การคิดนึกปรุงแต่ง,รูป,เสียง ฯ.] ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ "พฤติแห่งจิต" ที่ฐานนั้น ๆ
[คำบริกรรม  พุทโธ  ก็คือ จิตสังขารหรือสังขาร(สิ่งปรุงแต่ง)อันเกิดแต่จิต หรือความคิดอย่างหนึ่ง ดังนั้นการบริกรรมภาวนาอย่างมีสติ ไม่เลื่อนไหลไปคิดปรุงหรือเลื่อนไหลลงภวังค์ จึงเท่ากับเป็นการฝึกจิตหรือสติโดยตรง ให้เห็นจิต หรือจิตตสังขาร หรืออาการของจิตบางประการ-เจตสิก]
        บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง  สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ธรรมะ หลักการภาวนา

ธรรมะเป็นของร่มเย็น ถ้าเราภาวนา เราก็ร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมา
หลักการภาวนานั้นมีอันเดียว แต่รูปแบบหรือวิธีการนี่ มีนับไม่ถ้วน
หลักของการภาวนาจริงๆ มีไม่มากนะ
ให้มีสติรู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง หลักมีเท่านี้เอง

จะรู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริงได้
ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น และเป็นกลาง
จิตที่ตั้งมั่น และเป็นกลางคือ จิตที่มีสัมมาสมาธิ
ตั้งมั่น ไม่ไหลไป ไม่หลงไป
ไม่ลืมเนื้อลืมตัว จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว
มีสติระลึกรู้กาย มีสติระลึกรู้ใจไป ด้วยจิตที่ตั้งมั่น
ไม่ลืมตัว ไม่ไหลตามสิ่งที่จิตไปรู้ จิตตั้งมั่น
รู้แล้วรู้ด้วยความเป็นกลาง

ถ้าไม่เป็นกลาง ความไม่เป็นกลางก็จะเข้าไปแทรกแซง
เช่นเห็นกิเลสเกิดขึ้น อยากละ อยากละ เรียกว่าไม่เป็นกลาง
เห็นกุศลเกิดขึ้น อยากรักษา อยากรักษา เรียกว่าไม่เป็นกลาง
เมื่อไหร่มีความอยากเกิดขึ้น เมื่อนั้นจะมีความดิ้นรนทางใจเกิดขึ้น
แทนที่จะหยุดดิ้นรน กลับดิ้นรนต่อไปอีก


นั้นถ้าเราภาวนาถูกหลัก เรามีสติรู้กาย 
รู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง 
มันสุขก็รู้ มันดีใจที่สุข มันไม่เป็นกลาง มันยินดี ก็รู้ทัน
มีความทุกข์เกิดขึ้น ก็มีสติไประลึกรู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้น

เวลารู้ รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง 
จะเห็นความทุกข์อยู่ต่างหาก จิตก็อยู่ต่างหากนะ
ความทุกข์กับจิต คนละอันกัน
ความสุขเกิดขึ้น สติระลึกรู้ จิตตั้งมั่นอยู่
ก็จะเห็นว่าความสุขก็อยู่ต่างหาก
ความโลภ ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้น
ถ้าจิตตั้งมั่น ก็จะเห็นว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง
มันอยู่ต่างหาก มันจะแยกออกไป
ร่างกายเคลื่อนไหว มีสติระลึกรู้
จิตตั้งมั่น ก็จะเห็นร่างกายอยู่ห่างๆ
ร่างกาย กับ จิต ไม่ใช่อันเดียวกัน

มันมีปัญญาขึ้นมา
การจะทำวิปัสสนา การเจริญปัญญา
ปัญญาตัวที่หนึ่งเลย ชื่อนามรูปปริจเฉทญาณ
การแยกรูป แยกนาม ออกจากกัน
แยกรูปกับนาม ออกจากกัน
จะเห็นเลยว่าร่างกายที่หายใจออก หายใจเข้า
ร่างกายที่ยืน เดิน นั่ง นอน นั้นเป็นสิ่งหนึ่ง
จิตเป็นคนไปรู้มันเข้า


ธรรมะจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช